โลกใบใหม่ (A New Earth)

June 10th 2009 8

จิม แครี่ (Jim Carrey) ดาราฮอลลีวู้ดผู้มีชื่อเสียงเคยเขียนเช็คมูลค่า 20 ล้านเหรียญให้กับตัวเองเมื่อตอนเขาอายุได้ 17 ปี ในช่วงที่เขาเริ่มเข้าสู่ฮอลลีวู้ดใหม่ๆ เช็คใบนี้ใช้ขึ้นเงินไม่ได้ แต่เป็นการวาดเป้าหมายในชีวิตให้เห็นฝันของหนุ่มน้อยคนนี้เป็นภาพชัดเจนขึ้นมา เนื่องจากพ่อของเขาซึ่งเป็นนักบัญชีได้ถูกให้ออกจากงานไม่นานก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ทั้งครอบครัวต้องออกหางานทำ รวมทั้งจิม แครี่ ลูกคนสุดท้องที่ต้องทำงานในช่วงหลังเลิกเรียนถึงวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งเขาก็ตั้งใจทำมันอย่างดี

Jim Carrey

จิม แครี่

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pinstripebindi.files.wordpress.com

จนครอบครัวเขาย้ายมาที่ฮอลลีวู้ดในปี ค.ศ. 1979 เขาได้มีโอกาสรับบทในรายการทีวี ซึ่งผู้ชมต่างพากันชื่นชอบที่เขาทำหน้าตาได้ตลก โดยเฉพาะที่การทำหน้าตายู่ยี่ไปมาและการทำปากสั่นๆ จากนั้นงานก็เริ่มเข้า เขาเริ่มได้รับเงินค่าจ้างมาเรื่อยๆ จนในปี ค.ศ. 1996 ภาพยนตร์เรื่อง “The Cable Guy” ก็ทำเงินให้เขาได้ 20 ล้านเหรียญจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป

จิม แครี่ เผยหนึ่งในเคล็ดลับของเขาสั้นๆ ผ่านทางรายการ “The Oprah Winfrey Show” สุดยอดรายการทอล์คโชว์ชื่อดังของอเมริกาซึ่งเป็นตอนที่แนะนำหนังสือ “A New Earth: Awakening to Your Life’s Purpose” ดังในคลิปสั้นๆ หนึ่งนาทีนี้ เขาบอกว่าเขาเกิดกระจ่างขึ้นมาว่า เวลาปัจจุบันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หลายๆ คนหลงหรือติดอยู่กับวังวนในความคิดของตัวเอง เขายังบอกด้วยว่า บางทีเขาเสียเวลาไปสองชั่วโมงต่อวัน มัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องของคนอื่น แต่เมื่อเขาได้สติขึ้นมาเขาจึงคิดได้ว่า เอ๊ะ ตัวเราก็อยู่ที่นี่ ทำไมนะ เราจะต้องไปคิดถึงเรื่องของคนอื่นที่เขาก็ไม่ได้อยู่ที่นี่กับเราซะหน่อย ซึ่งมันช่างไร้สาระและเสียเวลาจริงๆ

โอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่รายการทอล์คโชว์ผิวดำชื่อดังของอเมริกาได้แนะนำหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่น่าอ่านของโอปราห์บุ้คคลับ ในรายการเน้นการสัมภาษณ์ผู้เขียนคือ เอคฮาร์ต โทลเล่ และยังมีการสัมภาษณ์บุคคลท่านอื่นอีก เช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งแพทย์ได้วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 5 ปี เธอติดอยู่กับความคิดที่ว่าเธอจะต้องตายวนเวียนอยู่จนไม่มีความสุข และเมื่อเธอคิดได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้เธอจึงหันมาอยู่กับปัจจุบัน จองทัวร์ไปเที่ยว ทำในสิ่งที่เธออยากทำ จากใบหน้าที่หม่นหมองในตอนแรก จนปัจจุบันเธอออกรายการโทรทัศน์ด้วยใบหน้าที่แจ่มใสและมีความหวัง โอปราห์ตื่นเต้นกับแนวคิดในหนังสือนี้มาก จนนอกจากการจัดในรายการโทรทัศน์แล้ว แล้วยังมีการจัดเป็นรายการสดบนเว็บไซต์ Oprah.com เป็นเวลา 10 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน โดยเธอจะจัดรายการกับผู้เขียนและให้ผู้ชมทางบ้านคุยผ่านกล้องเข้ามาในรายการได้สดๆ ผ่านโปรแกรม Skype

Oprah Winfrey

โอปราห์ วินฟรีย์

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก oprah.com

หนังสือเล่มนี้เน้นไปที่ปรัชญาเชิงจิตวิญญาณมากกว่าแนวคิดทางศาสนา แต่เมื่อได้อ่านไปแล้วหลายคนคงคิดเหมือนผมว่า เนื้อหาหลายส่วนไปตรงกับหลักคำสอนในศาสนาต่างๆ อยู่ด้วย ผู้เขียนบอกว่าชื่อหนังสือนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากคำทำนายในคัมภีร์ไบเบิลถึงการอุบัติขึ้นของ “สวรรค์ใหม่และโลกใหม่” ซึ่งสวรรค์นั้นไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นอาณาจักรในจิตสำนึก และโลกใหม่คือการสะท้อนของสิ่งนี้ในอาณาจักรธรรมชาติ หนังสือเล่มนี้ได้วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 2005 ซึ่งมียอดขายดีติดอันดับ จนมาโด่งดังมีชื่อเสียงในวงกว้างเมื่อได้ออกรายการทีวีของโอปราห์เมื่อปีที่แล้ว

หนังสือเล่มนี้ขยายความจากผลงานเขียนชิ้นก่อนของเขา “The Power of Now” โดยเริ่มต้นจากการชี้ให้เราเห็นว่ามายาที่ลวงเราอยู่คือ อัตตา (Ego) หรือ ตัวกูของกู ความที่เรายึดมั่นถือมั่นทั้งตัวเองและวัตถุสิ่งของ ลาภยศสรรเสริญ นั้นแหละที่จะสร้าง “เสียงในหัว” หรือ กระแสความคิดและอารมณ์ที่จะวิ่งเข้ามาบิดเบือนอย่างไม่หยุดหย่อนที่จะทำให้เราไม่ได้เห็นถึงความเป็นจริง

The Power of Now

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก theosociety.org

ถัดจากเรื่องอัตตา ทางผู้เขียนได้เจาะลึกเข้าไปถึงแก่นของอัตตา (The Core of Ego) ได้อย่างสะดุดใจมาก ผู้เขียนบอกว่า “การบ่น” ไม่ว่าจะเสียงดังหรือในใจก็ตาม มันคือกลยุทธ์หนึ่งในการเสริมสร้าง “อัตตา” ของเรานั่นเอง เพราะบางอย่างเราไม่รู้จะยึดมั่นถือมั่นอะไร ก็ใช้การบ่นนี่แหละเป็นตัวยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ให้มันคงอยู่ หลายครั้ง จากการบ่นอาจพัฒนารุนแรงจนถึงขั้นตราหน้าคนอื่น ไปจนถึงการด่าทอและทำร้ายในที่สุด หากมีการเสริมด้วยอารมณ์เจ็บใจ และหลายๆ ครั้งสิ่งนี้เองที่กลายเป็นเหมือน “กับดักทางความคิด” ให้เราหลงติดอยู่ในวังวนความเจ็บแค้น การบ่นซ้ำไปซ้ำมา จนไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากคุณลองคิดเปรียบเทียบสมองของคุณเป็นเหมือนตัวประมวลผลในคอมพิวเตอร์ ก็เหมือนกับคุณมีโปรแกรมกังวล อิจฉา ริษยา อาฆาต สารพัดอย่างรันอยู่ในระบบมากมาย แล้วคุณจะเหลือสมองไว้คิดอ่านทำงานหรือใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ให้ดีได้อย่างไร จริงไหมครับ? และการหลงอยู่ในวังวนความคิดนี้ก็จะทำให้เกิดทุกข์ด้วย

Lotus

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก flickr.com โดยคุณ horizontal.integration

ทางออกจึงน่าจะอยู่ที่การรู้จักแก้ปัญหาด้วยปัญญา เช่นที่เราได้ยินบ่อยๆ ในคำสอนของพุทธศาสนาที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” หรือที่พระเยซูเคยตรัสไว้ว่า “ท่านเคยได้ยินเขากล่าวว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า อย่าโต้ตอบคนชั่ว ผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย ผู้ใดอยากฟ้องท่านที่ศาลเพื่อจะได้เสื้อยาวของท่านก็จงแถมเสื้อคลุมให้เขาด้วย ผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินไปกับเขาหนึ่งหลัก จงไปกับเขาสองหลักเถิด (มธ5:38-41)” ซึ่งคำสอนเหล่านี้ผมฟังตอนแรกอย่างผิวเผินก็รู้สึกแปลกใจว่าทำแบบนี้จะดีจริงหรือ แบบนี้คนชั่วก็ได้ใจสิ เราก็จะถูกกลั่นแกล้งตลอดไปไหม?

แม้ว่าผมจะเป็นชาวพุทธ แต่ผมก็เชื่อว่าทุกศาสนาเป็นสิ่งที่ดีเพราะสอนให้คนเป็นคนดี ตอนนี้ก็ลองศึกษาหาข้อคิดดีๆ จากคำสอนทางคริสต์ศาสนาด้วยครับ แล้วผมก็ถึงกับทึ่งในความลึกซึ้งของคำสอนข้างต้น ว่าที่แท้แล้วพระองค์ทรงสอนเราว่า จงอย่าปฏิบัติต่อผู้ที่ทำชั่วด้วยความรุนแรง” ไม่ได้หมายความว่าให้หนีหรือยอมให้เขาทำชั่ว แต่ให้แก้ไขปัญหาด้วยปัญญา “หากใครตบแก้มขวาของท่าน จงยื่นแก้มซ้ายให้เขาด้วย” เนื่องจากในสมัยที่ชาวยิวถูกกดขี่โดยชนชั้นปกครองอย่างมากนั้น การใช้มือซ้ายตบจะทำไม่ได้เพราะผิดกฎต้องมีโทษ และผู้กดขี่จะตบคนที่มีฐานะเดียวกันด้วยหน้ามือและตบคนที่มีฐานะต่ำกว่าด้วยหลังมือเท่านั้น การโต้ตอบด้วยการยื่นแก้มซ้ายให้จึงเป็นการทำให้ผู้กดขี่ไม่สามารถตบด้วยหลังมือได้และต้องยอมลดตัวลงมาอย่างนั้นหรือ

แม้แต่ตัวอย่างเรื่องเสื้อยาวและเสื้อคลุมซึ่งเป็นสมบัติติดตัวของชาวยิวในสมัยนั้น ก็เป็นการตอบโต้ด้วยปัญญาเนื่องจากในยุคนั้นหากใครเป็นเหตุจนถึงขั้นที่ทำให้อีกคนต้องเปลือยเปล่า ผู้ฟ้องเองก็จะถูกตีแผ่และต้องเป็นที่ถูกอับอายแทน ลองนึกถึงในสมัยนี้หากมีใครกดขี่รังแกคนไม่มีทางสู้จนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว หากสังคมรู้เข้า ผลร้ายเหตุการณ์อาจพลิกกลับจนผลเสียกลับมาตกอยู่กับผู้ที่ฟ้องร้องจนถึงขนาดนั้น

และข้อสุดท้าย ในสมัยก่อนการบังคับใช้แรงงานทาสให้เดินเกินหนึ่งหลักไมล์จะมีโทษที่ทางกองทัพกำหนดไว้ สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของเรื่องนี้ สามารถคลิกไปอ่านต่อได้ที่นี่ครับ

Jesus

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ourladyswarriors.org

อีกคำถามหนึ่งที่ผมเคยสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมพระเยซูถึงต้องยอมถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์? ผมจะได้เรียนรู้อะไรจากการที่ท่านทำเช่นนั้น? จึงได้ลองค้นคว้าดูจนพบข้อความในหนังสือเล่มนี้ที่บอกว่า สภาพจิตปกติของเรานั้นเสื่อมไปด้วยเหตุหลายประการ เช่น จากความกลัว ความโลภ ความต้องการอำนาจ ฯลฯ

การที่เราจะ “รู้แจ้ง” ในคำสอนของพระเยซูคือ “การไถ่บาป” (อ้างอิงจากหนังสือ A New Earth) ส่วนการรู้แจ้งในศาสนาพุทธคือ “การดับทุกข์” นั้น จึงต้องศึกษาจากภายในตัวเรา หรือที่ในพระคัมภีร์ใหม่ (The New Testament) หรือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาใหม่ ได้อธิบายคำว่า “บาป” คือการพลาดจากเป้าหมาย เช่นเดียวกับนักยิงธนูที่พลาดเป้า การที่พระเยซูเป็นผู้ไถ่บาปให้เราคือการที่ท่านไม่ยอมทำตามผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ในการเปลี่ยนแปลงพระวจนะหรือคำของพระเจ้าเพื่อเอาชนะความบาปของเราจนต้องถูกตรึงกางเขน ท่านก็ยอมเสียชีวิตเพื่อรักษาสัจจะไว้

มีประโยคจากงานเขียนของพระภิกษุอีกท่านหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะขอนำมาเขียนต่อไว้ที่ตรงนี้คือ จากในหนังสือ Now is the Knowing ต้นฉบับเขียนเป็นภาษาอังกฤษโดย พระสุเมธาจารย์ (สุเมโธภิกขุ) ซึ่งท่านเผยแพร่เป็นธรรมทานไม่คิดมูลค่า และได้ถูกแปลเป็นไทยในชื่อ รู้แจ้งในปัจจุบัน โดย น.พ.วิเชียร สืบแสง หนังสือเล่มนี้เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1989 (ก่อนหนังสือ A New Earth) แต่ก็มีใจความสำคัญไปในทางเดียวกันซึ่งก็เป็นแนวทางของพุทธศาสนา และการที่พระสุเมธาจารย์ท่านเป็นชาวตะวันตก ท่านจึงมีมุมมองในกรณีการตรึงกางเขนของพระเยซูดังนี้

เมื่อพระเยซูถูกตรึงไว้บนไม้กางเขน เราจะเห็นได้ชัดเจนถึงตัวอย่างของคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างทารุณที่สุดต่อหน้าฝูงชน กระนั้นก็ดี พระเยซูไม่ได้โทษใครเลย กลับตรัสว่า “โปรดประทานอภัยให้แก่เขาเหล่านั้นด้วยเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป”

นี่เป็นสัญลักษณ์ของปัญญา หมายความว่า ถึงแม้จะมีคนมาตรึงเราบนไม้กางเขน เฆี่ยนฆ่าเรา ดูหมิ่นเหยียดหยามทุกอย่าง แต่ความชิงชัง ความใจแคบเห็นแก่ตัวนั้นต่างหากที่เป็นตัวปัญหา เป็นความทุกข์ ถ้าพระเยซูคริสต์ตรัสออกไปว่า “มันผู้ใดมาทำเรา มันผู้นั้นจงพินาศทุกคน” แล้วละก็ ท่านจะกลายเป็นอาชญากรคนหนึ่งไปด้วย และอีกสองสามวันต่อมาคนก็จะลืมหมด จงไตร่ตรองดูให้ดีในเรื่องนี้ เพราะเมื่อมีทุกข์เราก็มักจะโทษคนอื่นและเราอ้างเหตุผลได้ว่าคนนั้นคนนี้มาให้ร้ายแก่เรา เราไม่ปฏิเสธ แต่จะไม่ทำอย่างนั้นอีก จะให้อภัยและจะปล่อยวางความทรงจำเหล่านั้นเสียให้สิ้น ทั้งนี้เพราะเราถือที่พึ่งในพระสงฆ์ ซึ่งหมายความว่า เราจะละความชั่วและทำแต่ความดี ทั้งกายและวาจา

A New Earth

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก betterworldbooks.com

บทเรียนที่ผมได้จากการอ่านหนังสือ “A New Earth”*** และต่อเนื่องไปจนถึงการค้นข้อมูลเดี่ยวกับคำสอนในศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์นั้น ผมขอสรุปไว้ในตอนท้ายนี้ว่า หนึ่งในทางออกจากวังวนแห่งทุกข์นี้ ทางผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางให้เราเน้นการอยู่กับปัจจุบัน คิดและทำในเรื่องปัจจุบันให้ดีที่สุดและมีความสุขกับตอนนี้

(ผมตีความหมายเองว่า เราสามารถรำลึกถึงอดีตดีๆ และวางแผน อนาคตได้ด้วย แต่นั่นคือการใช้เวลาในปัจจุบันในการทำเช่นนั้น ไม่ใช่การปล่อยให้จิตฟุ้งออกไป) เมื่อเรารู้ทันเจ้าตัวทุกข์นี้และรู้วิธีที่จะหลุดพ้นจากมันแล้ว เราก็สามารถที่จะค้นพบตัวเราจริงๆ โดยไม่มีอัตตามาบิดเบือน ค้นพบตัวเราและจุดมุ่งหมายของตัวเราจากภายใน โลกใบใหม่ก็จะสะท้อนออกมาปรากฏต่อหน้าเรานี้เอง

และที่สำคัญคือเมื่อเราเจอปัญหา อาจถูกรังแก กลั่นแกล้ง กดขี่ เราอาจจะเลือกหนีปัญหาหรือใช้ความรุนแรงก็ได้แต่ก็อาจจะทำให้เราไม่พ้นทุกข์หรือไม่ก็จมอยู่ในทุกข์มากยิ่งขึ้น แต่แนวทางแก้ไขปัญหาแบบใช้ปัญญาโดยสันติวิธีก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งมีสอนไว้แทบจะในทุกศาสนา และความสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้จากจิตใจของเราเองที่มีการให้อภัยและเสียสละนั่นเองครับ

ด้วยจิตคารวะ

นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ

*** “A New Earth: Awakening to Your Life’s Purpose” หนังสือมีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อโลกใหม่ ตื่นรู้สู่จุดหมายแห่งชีวิต

ความลับของคุณซาบซึ้ง

June 9th 2009 17

ผมเป็นคนที่ชอบดูหนังแนวไซไฟหรือนิยายวิทยาศาสตร์มาก และ Star Trek ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งแน่นอนว่า Star Trek 2009 ก็เป็นตอนล่าสุดที่ดูแล้วสะใจไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ

แต่ถ้ามีใครถามผมว่าผมชอบสตาร์เทร็คภาคไหนจากหลายๆ ภาคที่สร้างมามากที่สุด คำตอบของผมคือตอนที่สี่ครับ นั่นคือ Star Trek IV: The Voyage Home (1986) ซึ่งในภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายทำบนพื้นโลกที่อ่าวในเมืองแซนแฟรนซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในภารกิจสำคัญเพื่อช่วยไม่ให้วาฬหลังค่อม (Humpback Whale) ต้องสูญพันธุ์ไปจากโลก มิฉะนั้นอาจเกิดผลเสียหายอันยิ่งใหญ่ที่จะตามมาต่อมวลมนุษย์ชาติได้ เนื่องจากวาฬพันธุ์นี้ตัวใหญ่และคนก็นิยมออกล่ามันมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่ามันสื่อสารกันได้ด้วยเสียงแปลกๆ และคาดว่ามันน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่คิดได้ด้วย

Whale
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก en.wikipedia.org

ย้อนไปเมื่อราวๆ 3-4 ปีก่อน ก็เคยมีข่าวการช่วยชีวิตวาฬหลังค่อมนี้เหมือนกัน ในเช้าวันหนึ่งห่างจากชายฝั่งแซนแฟรนซิสโกออกไปราว 18 ไมล์ ชาวประมงพบวาฬเพศเมียขนาดใหญ่ หนักประมาณ 50 ตันและยาวร่วม 45-50 ฟุต ติดเข้ากับเชือกไนลอนผูกลอบปู การช่วยเหลือจึงต้องรีบขึ้นภายในบ่ายวันนั้น ทั้งนักประดาน้ำและชาวบ้านร่วมมือกัน เนื่องจากเจ้าวาฬตัวนี้กำลังเจ็บปวดทรมานจากการถูกเชือกรัดและขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำได้ลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่รีบเร่งช่วยเหลือ นอกจากนี้ มอสกิโต นักประดาน้ำหลัก ก็ได้สารภาพว่าในตอนแรกคงไม่สามารถจะช่วยเหลือมันได้ เนื่องจากเชือกมีน้ำหนักมากและพันรอบหางมันกว่าสี่รอบ มอสกิโตและนักประดาน้ำอีกสามคนจึงใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงในการใช้มีดแบบพิเศษตัดเชือกออกทีละเส้นๆ จนมันสามารถหลุดออกมาได้

หลังจากนั้น มอสกิโตได้เล่าว่า “เมื่อผมตัดเชือกที่คาดปากมันออกได้ เจ้าวาฬมองสบตาผมด้วยสายตาเป็นประกาย… ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมเลยครับ”

เมื่อมันเป็นอิสระ เจ้าวาฬว่ายวนไปมารอบๆ เหมือนสุนัขที่กำลังดีใจ จากคำบอกเล่าของผู้ชวยเหลือ มันได้ว่ายน้ำเข้าไปหยอกล้อเล่นกับนักประดาน้ำทีละคนราวกับจะเป็นการขอบคุณ

“มันทำเหมือนสุนัขที่ดีใจที่ได้เห็นคุณ มันดูมีความสุข ผมไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรเป็นอันตรายเลยครับ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่งและไม่น่าเชื่อเลย” มอสกิโตเล่าต่อด้วยความอิ่มเอมใจ

นับเป็นข่าวที่ผมอ่านแล้วคิดว่า นอกจากความซาบซึ้งที่เกิดกับเรื่องนี้จนต้องนำมาเล่าต่อแล้ว ผมคิดว่าวาฬตัวนั้นก็คงรู้สึกซาบซึ้งไม่น้อยที่ได้รับความช่วยเหลือ ที่จริงแล้วเราคงหาศัพท์เพียงคำเดียวมาบรรยายอารมณ์หรือความรู้สึกให้ตรงใจได้ยาก เพราะในหลายๆครั้ง อารมณ์หรือความรู้สึกของคนเราก็มีผสมผสานกันไป วันนี้ผมจะขอเล่าถึงคำสองคำที่น่าสนใจ เป็นศัพท์ในภาษาอังกฤษคำหนึ่งคือคำว่า “Gratitude” (อ่านว่า แกรท’ทิทูด) และเป็นคำไทยอีกคำหนึ่งซึ่งเราคงเคยได้ยินบ่อยว่า “กตัญญูกตเวทิตา”


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
sansego.blogspot.com

คำว่า “Gratitude” หากเปิดตามดิกชันนารีตรงๆ ตัวก็จะแปลว่า ความรู้สึกขอบคุณ Syn. appreciation, thankfulness Related ความรู้สึกซาบซึ้งใจ, ความรู้สึกสำนึกในบุญคุณ, ความกตัญญู แต่ผมชอบที่คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ได้แปลไว้ในหนังสือ “The Secret” ว่า “การสำนึกรู้คุณ” ซึ่งคำนี้เป็นหนึ่งในความลับที่ผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนในโลกต่างมีกันและถูกนำมาเผยแพร่ในหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากผู้มีสำนึกรู้คุณจะดึงดูดสิ่งดีๆ เข้าหาตัวผู้นั้น ซึ่งคุณจิระนันท์ได้กล่าวถึงความลับจากในหนังสือนี้ไว้ว่า

“…ส่วนเรื่องการสำนึกรู้คุณนี่ชอบที่สุดเลยนะ เพราะจะรู้สึกเสมอว่าเรารู้สึกว่าเราโชคดี เราจึงไม่ฟูมฟาย คนทั่วไปเวลาอยากได้อะไร เราไม่เคยย้อนกลับไปดูหรอกว่าที่ผ่านมา เราได้อะไรมาบ้าง เราควรหัดสำนึกคุณกับชีวิต”

Gratitude ในสารานุกรม Wikipedia ได้ให้นิยามไว้ว่า เป็นอารมณ์หรือทัศนคติเชิงบวกที่ตอบรับเวลาที่เราได้รับประโยชน์จากผู้อื่น ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนก็จะรู้สึกต่างกันไป หลายคนก็มีทัศนคติในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก คุณเคยพบไหมครับว่าในกรณีเดียวกันนั้น อาจจะมีคนสองคนที่คิดกันไปแบบตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็มีประโยคโดนใจจากหนังสือ The Secret ก็คือ

“”The relationship will really work, we need to focus on what we appreciate about the other person, not only complaining about” - “ความสัมพันธ์จะดําเนินไปด้วยดี หากคุณรู้จักชื่นชมสิ่งที่คุณประทับใจบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่การบ่น ดุด่า หรือตำหนิ

เราเคยได้ยินคำว่า “กตัญญูกตเวทิตา” มาก่อนแล้ว ความกตัญญู คือ ความรู้คุณ หมายถึงความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตาม น้อยก็ตามแล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความซาบซึ้งไม่ลืมเลย เป็นหนึ่งในมงคลชีวิต 38 ประการ

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ideaforlife.net

กตเวทิตา คือ รู้ว่าควรตอบแทนคุณท่านอย่างไร แล้วหาทางตอบแทนให้สมกัน พระพุทธพจน์ที่พระองค์ทรงตรัสไว้ให้ถือเป็นหลักในเรื่องนี้ก็คือ “ภูมิ เว สัปปุรสานัง กตัญญูกตเวทิตา” ความเป็น คนกตัญญูกตเวทีคือ พื้นฐานของคนดี และท่าน ว.วชิรเมธี ได้เคยกล่าวขยายความในเรื่องนี้ไว้ว่า

“คนเราทุกคนล้วนตกเป็นหนี้บุญคุณคนอื่นด้วยกันทั้งนั้น ใครก็ตามที่กล้าประกาศตนว่า เขาได้ดีมีสุขอยู่ทุกวันนี้ เพราะผลแห่งการต่อสู้ของตนเองโดยไม่เกี่ยวข้องกับใครเลยนั้น ต้องนับว่าเขาเป็นคนโกหก หรือไม่ก็เป็นคนประเภท วัวลืมตีน หรืออย่างเลวที่สุดก็เป็นคนเขลาเบาปัญญา ที่กล้าเอ่ยวาทะไม่ควร เอ่ยเช่นนี้ออกมาประจาน ตนเองต่อหน้าวิญญูชน”

เมื่อหันมองไปรอบตัวแล้วสำรวจด้วยใจเป็นกลาง เราจะพบว่าชีวิตเริ่มแรก ก็เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่ ต่อมาก็พี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย ครูบาอุปัชฌาย์ อาจารย์ เพื่อนบ้าน สิงสาราสัตว์ กุ้งหอยปูปลา พืชผักผลไม้ แม่น้ำลำคลอง อากาศ ผืนดินผืนน้ำ ป่าเขาลำเนาไพร ชาวไร่ชาวนา ต้นหอม ผักชี ข้าวเปลือก ข้าวสาร มังคุด ลิ้นจี่ ลำไย คนกวาดถนน คนเก็บขยะ คนส่งหนังสือพิมพ์.. นายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช บรรพบุรุษ ฯลฯ

หากเรารู้จักมองโลกด้วยหลักอิทัปปัจจยตาที่ว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ” จะพบว่าชีวิต เรากับชีวิตคนอื่น สัตว์อื่น และ สิ่งอื่น ล้วนเกี่ยวพันกันเป็นห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์อันยืดยาว และกินขอบเขต กว้างขวางเกินกว่าจะประมาณได้ว่ามากมายเพียงไร และกินเวลามาเนิ่นนาน ขนาดไหน กี่ภพกี่ชาติแล้ว ที่เรา ต้องมาเกี่ยวข้องกันและเป็นหนี้บุญคุณกัน และกันไม่รู้จบสิ้น

ไม่มีใครในจักรวาลนี้เติบโตขึ้นมาเป็นตัวตนอยู่ได้อย่างเสรี โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับใครและใครเลย คนทุกคนบนโลกนี้หรือแม้แต่สรรพชีพสรรพสัตว์ ในจักรวาลล้วนมีที่มา เฉกเช่นเดียวกับน้ำทุกหยดล้วนมีต้นน้ำ คนที่ปฏิเสธรากเหง้ากำพืดของตน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม จึงเป็นคนเลวในทัศนะของพุทธศาสนา ส่วนคนที่ไม่เคยลืมที่มาของตนเองไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือต่ำต้อย ด้อยค่าเพียงไร คือวิญญูชนคนดีที่น่ายกย่องสรรเสริญ คนชนิดเช่นนี้ ถึงเทพก็ชม ถึงพรหมก็สรรเสริญ”

The Secret

คำสองคำนี้จึงมีพลังอันยิ่งใหญ่ ทั้ง “Gratitude” และ “กตัญญูกตเวทิตา” เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกที่ซาบซึ้งและต้องการทดแทนบุญคุณด้วยตนเองโดยไม่มีใครบังคับหรือต้องทวงบุญคุณแต่อย่างใด และในหนังสือ The Secret เองก็ได้บอกไว้ว่า หากสามารถเลือกทำตามในหนังสือนี้ได้เพียงข้อเดียว ให้เลือกข้อนี้เป็นสำคัญ แล้วคุณจะกลายเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดความสำเร็จมาสู่คุณ

ท่านเจ้าคุณพระสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)
ท่านเจ้าคุณพระสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก skyd.org

เราควรจะกตัญญูแม้แต่กับคนที่เราคิดว่าไม่น่านับถือหรือไม่? หลวงพ่อสุเมโธ หรือ ท่านเจ้าคุณพระสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ) เจ้าอาวาสวัดป่าอมราวดี กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้เคยเล่าย้อนความหลังเมื่อครั้งเป็นสามเณรไว้ด้วยว่า

“มีเรื่องหนึ่งอาตมาอยากเล่าให้ฟัง ปีแรกที่อาตมาเป็นสามเณรอยู่ที่หนองคาย อาตมาได้พบพระรูปหนึ่ง เดินธุดงค์ไปจากอุบลฯ พระรูปนี้อายุเท่าอาตมา เคยทำงานในราชนาวีไทย อาตมาก็เคยอยู่ในกองทัพเรืออเมริกันในสงครามเกาหลี… ท่านเป็นพระไทยรูปแรกที่อาตมาได้พบที่พูดภาษาอังกฤษได้ แม้ว่าจะพูดได้อย่างงูๆ ปลาๆ แต่อาตมาก็ดีใจที่มีใครสักคนที่พอจะพูดด้วยได้ในเวลานั้น พระท่านเป็นพระที่เคร่งมาก ดูเคร่งครัดในพระวินัยทุกข้อ ฉันอาหารในบาตร ใช้จีวรสีกรักอย่างพระป่า แต่ในวัดที่อาตมาอยู่นั้น พระใช้จีวรสีเหลืองส้ม อาตมาประทับใจในตัวท่านมาก

“ท่านได้แนะนำว่าอาตมาควรจะไปอยู่กับหลวงพ่อชา ดังนั้นหลังจากได้ อุปสมบทเป็นพระภิกษุและท่านอุปัชฌาย์อนุญาตแล้ว อาตมาก็ออกเดินทาง ไปอุบลฯ กับท่านทันที แต่ระหว่างทางท่านก็ทำให้อาตมาเสื่อมศรัทธาและรู้สึกเบื่อหน่ายจนสุดจะทน เพราะท่านจุกจิกจู้จี้และมีเรื่องตำหนิพระอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา ท่านคิดว่าเราเท่านั้นเป็นพระดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่อาตมารับไม่ได้ อาตมาได้แต่หวังว่าหลวงพ่อชาจะไม่เป็นเหมือนพระรูปนี้ ตอนนั้นชักไม่แน่ใจว่ากำลังทำอะไรกับตัวเอง

“เมื่อไปถึงวัดหนองป่าพงและได้กราบหลวงพ่อแล้ว อาตมาก็รู้สึกโล่งใจ หายกังวลทันที ปีต่อมาพระรูปนั้นก็ลาสิกขา แล้วก็เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ท่านอดเหล้าได้เฉพาะช่วงที่อยู่ในสมณเพศเท่านั้นเอง พอลาสิกขาแล้วก็เลยเมาหยำเป กลายเป็นคนจรจัด น่าสมเพช เมื่ออาตมาทราบข่าวก็รู้สึกโกรธและนึกรังเกียจ

“เย็นวันหนึ่งเมื่อได้คุยเรื่องนี้กับหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกอาตมาว่า ‘ท่านต้องกตัญญูต่อเขา เพราะเขาเป็นคนพาท่านมาที่นี่ ไม่ว่าเขาจะประพฤติตัวหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ท่านก็ต้องถือเสมือนเขาเป็นครูคนหนึ่งของท่าน และแสดงความกตัญญู เพราะการที่เขาได้พาท่านมาที่นี่อาจจะเป็นคุณความดีเพียงอย่างเดียวที่เคยทำในชั่วชีวิตนี้ เป็นสิ่งเดียวที่เขาจะภูมิใจได้ ไปบอกให้เขารู้สึกดีๆ ในเรื่องนี้ บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนก็ได้’

“แล้วหลวงพ่อก็เร่งเร้าให้อาตมาไปตามหาโยมคนนั้น ไปคุยกับเขา ขอบคุณที่พามาหาหลวงพ่อ ซึ่งอาตมารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่งดงาม น่าปฏิบัติตาม จริงๆ ถ้าให้อาตมาไปพูดดูถูกเขา อย่างนี้ก็ง่าย…”

“โยมทำให้อาตมาผิดหวังมาก โยมเคยตำหนิคนอื่น คิดว่าตัวเองเป็น พระดีแล้วดูสิ ตอนนี้โยมเป็นยังไง”

บางทีเราก็อารมณ์เสียเพราะขัดเคืองที่เขาไม่เป็นไปอย่างทีเราคาดหวัง แต่หลวงพ่อจะบอกว่า…

“อย่าไปทำอะไรอย่างนั้น เสียเวลาเปล่าๆ แล้วก็อันตรายด้วย ทำสิ่งดีๆ จากจิตที่ประกอบด้วยความกรุณาดีกว่า…

เมื่ออาตมาได้พบเขาอีก เขาก็ยังดูโทรมอยู่อย่างเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่ทุกครั้งที่เห็นอาตมา ดูเขาดีอกดีใจ เพราะเขาจำได้ ในชีวิตของเขาคงมีไม่กี่ครั้งหรอกที่จะได้รู้สึกดีๆ อย่างนั้น อาตมาก็รู้สึกดีใจที่ทำให้เขามีความสุข แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง คนที่มีความทุกข์มากๆ นั้น ถ้าเราทำให้เขามีความสุขบ้าง แม้แค่สองสามครั้ง เราจะรู้สึกปลื้มมาก

The Way of Zen
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ecx.images-amazon.com

ครูบาอาจารย์หลายคนที่อาตมาสนใจผลงานแต่ไม่เคยรู้จักเป็นส่วนตัว อย่างเช่น อลัน วัตต์ส (Alan Watts) ผู้เขียน“วิถีแห่งเซ็น” (The Way of Zen) ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเล่มหนึ่งที่อาตมาได้อ่านในระยะแรกๆ จำได้ว่าประทับใจมาก อ่านแล้วอ่านอีกหลายเที่ยว แต่ต่อมาภายหลังอาตมาทราบว่าเขาชักไม่ได้เรื่องแล้ว เมื่ออาตมามีโอกาสได้ไปฟังเขาพูดที่แซนแฟรนซิสโก ยอมรับว่าเขาพูดเก่ง แต่ตอนนั้นคิดว่ายังไม่ดีพอ

แต่ปัจจุบันเมื่อระลึกย้อนกลับไป อาตมาก็รู้สึกขอบคุณและกตัญญูต่อ อลัน วัตต์ส ตลอดทั้งนักเขียนและ ครูบา อาจารย์อีกหลายๆ คนที่เคยให้ความรู้แก่อาตมา ชีวิตส่วนตัวของเขาจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของเรา ที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์หรือฝังใจอยู่กับความบกพร่องผิดพลาดของเขา

“ผู้มีเมตตาและกตัญญูต้องเลือกจดจำเฉพาะด้านที่ดีของผู้อื่นเท่านั้น”

…………..

ปล. แถมท้ายนิดนึงครับ:) ใครอยากได้โมเดลวาฬซาบซึ้ง น่ารักๆ ไว้ตั้งโชว์เล่น ลองเข้าไปโหลดรูปมาตัดประกอบเองได้ง่ายๆ ที่เว็บนี้ครับ http://squaredeye.com/notebook


ตัวแบบก่อนตัด^

ตัวแบบหลังตัด ได้มา 3 ชิ้นแบบนี้^

ประกอบเสร็จแล้ว พร้อมโชว์ อิอิ:D


ด้วยจิตคารวะ

“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

เที่ยวท้ายเกาะช้าง

April 27th 2009 185

สวัสดีครับ….จากที่คราวก่อน (ซึ่งนานมากๆๆ) ว่าจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางสนุกๆ ของพวกเราพนักงานกระปุกดอทคอมไว้นั้น หลังจากดองไว้นาน (-_-‘) อันเนื่องมาจากหน้าที่และภารกิจอันรัดตัว ซึ่งก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ และแล้ว….ก็ถึงเวลามาเล่าสู่กันฟังแล้วล่ะครับ เย้ๆ

บางครั้ง “กินเที่ยว มันเป็นเรื่องเดียวกัน” วันพักผ่อนก็เหมือนช่วงเติมพลังงานชีวิต อยากจะหยุดเรื่องเครียดๆ ทั้งของตัวเรา และรอบตัวเรา ด้วยการสูดอากาศสดชื่นให้เต็มปอด มองบรรยากาศรอบๆ กว้างไกล เออ… เวลามองอะไรกว้างๆ ก็ให้ความรู้สึกที่ดีอีกแบบ อย่างเช่น ขึ้นที่สูง มองวิวกว้างๆ มองทะเลสุดลูกหูลูกตา ทอดสายตาออกไปยาวๆ เหม่อมองด้วยหัวสมองโล่งๆ ซึมซับพลังงานของธรรมชาติ การได้กินอาหารอร่อย ก็ถือเป็นความสุขเล็กๆ ระหว่างทางของชีวิตในแต่ละวัน ลองกินอะไรแปลกๆ อร่อยถูกปาก ใกล้บ้าง ไกลบ้าง ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง ว่าไหมครับ

 “………………..” เสียงมือถือดัง ฉุดตัวเองออกจากภวังค์ “เพ่ๆ บริษัทจะพาไปเที่ยวไหนกันดีล่ะเพ่” เสียงลูกน้องบังเกิดเกล้าโทรย้ำ ว่าอย่าลืมนะ

โดยปกติแล้ว ไอ้เรื่องไปเที่ยวเนี่ย ในแต่ละปีเราจะมีการโหวตสถานที่ที่อยากไปกัน ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา หรือน้ำตก แต่ยังไงก็แนวๆ จะออกทะเลกันเป็นส่วนใหญ่ คราวก่อนๆ ไปชุมพรบ้าง ภูเก็ตบ้าง ก็นั่งรถไกลไป เอาเป็นว่าคราวนี้ได้มติเอกฉันท์ ไทยเที่ยวไทย ไป “เกาะช้าง” เย้วๆ

“เกาะช้าง” เป็นเกาะยอดฮิตในจังหวัดตราด แถมใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศซะด้วย ที่สำคัญไม่ว่าฤดูไหนๆ ใครก็ไปได้ การเดินทางก็สะดวก ทั้งนี้กิจกรรมบนเกาะนั้น ยังมีให้เลือกสรรมากมาย หรือใครอยากจะนอนกินลมชมวิวทะเลก็ไม่ว่ากัน ส่วนเรื่องที่พักนั้น ไม่ต้องห่วงเลย เพราะมีมากมายให้เลือกแทบไม่ไหวจริง ๆ นะ

สำหรับทริปของพวกเรา เมื่อได้ดูในรูปจากเน็ตก่อนไปนั้น ก็เกิดอาการอู้หู อ้าหา ที่ที่เราจะไปนี้ช่างสวยงามอะไรขนาดน๊านนน โรงแรมเป็นทรงเรือขนาดใหญ่  นามว่า เกาะช้าง แกรนด์ ลากูน่า”  แค่เห็นรูปก็ตื่นเต้น เพราะกิจกรรมที่จะได้ทำนั้น มีทั้งดำน้ำ พายเรือคายัค ขี่จักรยาน ตกหมึก –ตกปลา แบบมีอุปกรณ์ให้พร้อม ไม่ต้องแบกไปให้เมื่อยตุ้ม

ด้วยความที่ไม่เคยไปที่นี่มาก่อน เลยแอบถามๆ ไปเรื่อยว่าใครเคยไปบ้าง เจอคนที่เคยไปมาแล้วก็จะบอกว่าสวย แต่อยู่ “ท้ายเกาะ” เลยนะ อือ… ยังไม่รู้สึกอะไร ไม่กระตุกคำว่า “ท้ายเกาะ” ยังคงกี๊บก๊าบเหมือนเดิม แต่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

และแล้วเมื่อวันเดินทางได้มาถึง… พวกเราได้ฤกษ์ออกรถตอนกลางคืน กะว่าไปให้ถึงเช้าๆ พอดี หลับกันไปสบายๆ เอ… กลางคืนนี่มองไม่เห็นวิวเลยแฮะ แต่รถบัส 2 ชั้นนี่ดีหน่อย มีห้อง VIP ข้างล่างไว้ให้ตีแปลง (แถมรำพัดได้ด้วย) อุตส่าห์หิ้วเกม Play II ไปด้วย กะเล่นวินนิ่งในรถ ต่อจอย 4 อัน มันส์อย่าบอกใครเลยพ่อคู๊ณ… นอกเรื่องหน่อย ความลับของวินนิ่งคือ ฝีมือไม่เน้น เน้นฝีปาก แพ้เป็นพระ ชนะเป็นเด็กวัด ต่อให้พลาดก็มีข้ออ้างได้ตลอด ฮ่าๆ แต่พอดีรถคันนี้ ต่อเล่นไม่ได้เฉยเลย เซ็งห่านครับท่าน

เคยสังเกตมั๊ยครับ ว่ารถบัส 2 ชั้นเนี่ย สู๊ง สูง เวลาเลี้ยวโค้ง น่าจะเอียงจนกลัวว่าจะล้มรึเปล่า โอว ไม่ มันเอียงน้อยมากครับพี่น้อง เรียกว่าแทบจะฝืนมาอีกข้างซะด้วยซ้ำ ท่าจะออกแบบมาดี (ลองสังเกตกันดูเล่นๆนะครับ) 

ว่าแล้วก็มาถึงท่าเรือเฟอร์รี่… ที่เกาะช้างเนี่ย ถ้าคุณขับรถไปเอง สามารถนำรถขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามไปที่เกาะได้ เรือออกแทบจะทุกชั่วโมง ตัวเรือก็ลำใหญ่มั่นคงมาก ขนาดรถปูน รถบรรทุกทรายยังข้ามไปกันได้สบายๆ

พอขึ้นเกาะช้างแล้ว มีรถตู้ที่ทีมงานประสานงานไว้มาเรียงรอรับกันเพียบ ด้วยความซ่าเลยวิ่งไปหาคันที่ดูซิ่งที่สุด ว๊าว คันนี้แหละ ทั้งโหลดเตี้ย ฝาดำ ทำเครื่องเสียงตุ๊บๆ แน๊ มีจอทีวีด้วย จ๊าบมั่ก แต่…

“ท้ายเกาะ” ทำพิษซะแล้วครับ นั่งชมวิวกันเพลินๆ ว่าเกาะช้างเนี่ย เจริญนะ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ฝรั่งก็เยอะ เอ๊ะ!! มันชักไกลแฮะ ขึ้นเขา ลงเขา เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เลี้ยวแล้วเลี้ยวอีก ก็ยังไม่ถึงซะที ท้องไส้เริ่มปั่นป่วน ขอบอกว่าใครที่รับประทานอะไรมาก่อน มีหวังว่าจะได้ระบายออกข้างทางเป็นแน่

พอเกือบถึง รถตู้จอมซิ่งคันของเราก็หยุดกึก “พี่ๆ เดินนิด” อ้อ คงใกล้ถึง

“ป่าวพี่ รถมันโหลด ข้ามสะพานไม่ได้” อ้าว ซะงั้น

เดินอีกนิดเดียวก็ถึง แต่พอถึงแล้ว ขอบอกว่าคุ้มค่ากับการนั่งรถมามากๆ เพราะการอยู่ท้ายเกาะนั้น ให้ความสวยงาม ธรรมชาติอย่างที่สุดจริงๆ

“ป๊ะเท่งป๊ะ เท่งป๊ะ เท่งเท่ง” เสียงกลองของพนักงานมาเรียงแถวต้อนรับกรุ๊ปกระปุก ไม่อยากจะบอก บนเกาะนี่เค้าก็เล่นเว็บกระปุกกันน้า แถมใจดีให้เราตั้งฐานทัพย่อยไว้คอยอัพเดทเว็บจากบนเกาะมาได้ซะด้วย

จากนั้นเมื่อวางข้าววางของกันแล้ว ก็ออกไปต้อนรับน้องใหม่กันริมทะเลซะหน่อย ว่ากันสไตล์ วอล์คแรลลี่กันพอหอมปากหอมคอ แล้วก็พักผ่อนกัน เตะบอลชายหาดมั่ง วอลเล่ย์บอลชายหาดบ้าง หรือจะนอนเกยตื้นกันริมทะเลก็ว่ากันตามอัธยาศัย

ด้วยความที่อยู่ท้ายเกาะ บรรยากาศก็เลยสุดแสนจะธรรมชาติ พื้นที่ก็กว้างใหญ่กว่า 400 ไร่ ไปไหนทีก็อาศัยขี่จักรยานไปมา เจ็บตู๊ด!! น่าดู แนะนำให้หาอะไรมารองก้นด้วยนะครับ จะได้เที่ยวทั่วๆ

ตกกลางคืนทางโรงแรมก็มีบริการตกหมึก แบบว่านั่งเรือไปที่โป๊ะกลางน้ำ ห่างฝั่งประมาณเกือบกิโลนึง บนโป๊ะก็จะมีพนักงานบริการย่างปลาหมึกให้ทานกันสดๆ ทันทีที่ตกได้ เบ็ดไม่มีนะครับ ใช้เป็นม้วนเอ็นติดกับเหยื่อปลอม หย่อนลงไปกระตุกๆๆ

สำหรับท่านที่ไม่เคยตกหมึกจะชี้แจงให้ฟังว่า… หมึกจะพุ่งใส่เหยื่อปลอมโดยคิดว่าเป็นลูกกุ้ง แต่ต้องให้หมึกมองเห็นซะหน่อย โดยมากจะใช้สปอตไลท์ส่องลงในน้ำให้ลูกกุ้งลูกปลามาเล่นไฟ หมึกก็จะตามมาหาเหยื่อด้วย ที่เหยื่อปลอมของเราจะมีตัวเกี่ยวเป็นเหล็กแหลมๆ แต่ไม่เหมือนเบ็ดตกปลานะครับ แต่เป็นเบ็ดที่มีตะขอรอบด้านเป็นซี่ๆ เวลาตกหมึกสายเอ็นห้ามหย่อน ถ้าหย่อนเป็นหลุด แปลว่าถ้าหมึกจับเหยื่อเราปุ๊บ ต้องสาวขึ้นมาทันที พอยกขึ้นมา หมึกตัวใสๆ เนี่ย ย่างเดี๋ยวนั้นนะ รสชาติหว๊านหวานแบบไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้มกันเลยทีเดียว ซู๊ดด.. 

เอ… วันที่เราไปตกหมึกเนี่ย ก็แปลกใจว่าทำไมตกไม่ค่อยจะได้  รวมแล้วคนเพียบได้มา 3 ตัวมั้ง ดีที่พนักงานเค้ามีแผนสำรอง เตรียมหมึกมาย่างให้เราพร้อมน้ำจิ้ม กินกันไป ตกหมึกกันไป ระหว่างนั้นก็มีคำถามที่ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ทำไมตกหมึกไม่ค่อยได้ (เลยฟะ)

ก. ใต้โป๊ะที่เราตกหมึกนั้น ทำกระชังขังหมึกไว้แค่ 3 ตัว
ข. หมึกตัวแรกๆที่หลุดจากเบ็ด ไปบอกเพื่อนให้ระวัง
ค. ถือน้ำจิ้มไปริมโป๊ะเกินไป หมึกเห็น เลยระแวง
ง. เบ็ดเมตตา มหานิยม ไม่เป็นภัยต่อหมึก ทำบาปไม่ขึ้น ว่างั้น
จ. ถูกทุกข้อ (ตามฟอร์ม)

สำหรับทริปดำ (ผิว) น้ำด้วยสน็อคเกิ้ล พี่น้องครับ มีหลายจุดที่พาเราไป แต่ละจุดก็มีความสวยงามที่แตกต่างกัน คนขับเรือก็ใจดี พาไปหลายๆ แห่งจนกว่าเราจะพอใจ บางจุดปลาสวยๆ เยอะมากๆ ไม่กลัวคนด้วย ว่ายมารอบๆ เรา กินขนมปังจากมือกันเลย แต่หลายคนก็สนุกไปกับการโดดน้ำบ้าง ปั้นขนมปังเป็นก้อนปาหัวเพื่อนในน้ำบ้าง เพลิดเพลินกันตามสะดวกละครับ

มาทริปนี้เรียกว่าได้พักผ่อนกันเต็มๆ แถมด้วยกิจกรรมเล่นเกม เฉลยบัดดี้ คู่หูล่องหน ที่ให้แอบเทคแคร์เพื่อนๆ กันหลายสัปดาห์ก่อนมาเที่ยวครั้งนี้ โดยเฉพาะตอนเฉลยนั้นฮามากๆ

ตอนเดินทางกลับก็แวะซื้อของฝาก พร้อมกลับบ้านด้วยรอยยิ้มและความประทับใจ ชาร์จพลังทางใจกันมาเต็มที่ เพื่อนๆ ที่มีทริปประทับใจ ช่วยกันแชร์ประสบการณ์กันหน่อยนะครับ จะได้ถือโอกาสเก็บเกี่ยว และเป็นแนวทางให้เพื่อนๆ คนอื่นด้วย ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเกิดวิกฤต ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านดำเนินชีวิต ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ และมีจิตใจที่แจ่มใส งดงามครับ
 

ด้วยจิตแจ่มใส ไร้มลพิษ
“น้องชายนายคนนี้”

ยืนเคียงข้างฉัน (Stand by Me)

March 19th 2009 186

วันนี้ผมมีเพลงเพราะๆ ที่มีความหมายดีๆ มาฝากกันนะครับ ชื่อเพลง Stand by me ครับ
เวอร์ชั่นที่ผมจะนำมาแนะนำในวันนี้ เป็นการแสดงส่วนหนึ่งจากสารคดี ที่ได้รับรางวัลในโครงการ “Playing For Change: Peace Through Music” หรือแปลเป็นไทยว่า “เล่นดนตรีเพื่อการเปลี่ยนแปลง: สันติภาพผ่านเสียงเพลง” ซึ่งได้นำเพลงในอดีตมาทำใหม่ (Cover) ได้อย่างไพเราะและมีความหมาย

โดยเฉพาะเพลง Stand by me ในเวอร์ชั่นนี้ ร้องและแสดงโดยศิลปินจากทั่วโลกมากมาย ซึ่งหลายท่านเป็นศิลปินเปิดหมวก เล่นดนตรีเพื่อสร้างสรรค์อย่างแท้จริง แม้ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร แต่ใครก็ตาม คนแล้วคนเล่าที่ได้ฟังเพลงนี้ ต่างก็เกิดแรงบันดาลใจในการต่อสู้ชีวิต ในการสร้างสันติภาพ แทบทั้งนั้น… ผมเชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราก็สามารถจะช่วยเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้ โดยเริ่มต้นที่ตัวเรา คนใกล้ชิดที่จะอยู่เคียงข้างเรา ต่อๆ กันไปครับ

Stand by me เป็นเพลงที่ Ben E. King, Jerry Leiber และ Mike Stoller ได้ร่วมกันเขียนขึ้น และขับร้องโดย Ben E. King จนมีชื่อเสียงโด่งดังในปี ค.ศ. 1961 อันที่จริงที่มาของเพลงนั้นเก่าแก่กว่านี้อีก เพราะเป็นเพลงที่แต่งด้วยแรงบันดาลใจจากเพลงที่ร้องในโบสถ์เมื่อปี ค.ศ. 1905 ซึ่งแต่งโดย Charles A. Tindley ในชื่อเพลงเดียวกัน

เพลงนี้ถูกนำมาบันทึกเสียงใหม่โดยศิลปินหลายท่านครับ รวมถึงวง The Staple Singers ในปี ค.ศ. 1955 ต่อมา จอห์น เลนนอน (John Lennon) ศิลปินผู้มีชื่อเสียงได้ขับร้องและบันทึกเสียงเพลงนี้ในแนว Rock ซึ่งเป็นแบบฉบับของเขาเองในอัลบั้ม Rock ‘n’ Roll ในปี ค.ศ. 1975 (ต้นฉบับเป็นแนว soul) ซึ่งเพลงนี้ก็ได้มีการนำไปร้องและแสดงโดยศิลปินมากมาย เดินทางผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน


ขอให้บทเพลงนี้อยู่เคียงข้างคุณด้วยครับ

 


This song said
เพลงนี้ได้บอกเราว่า

No matter who you are
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

No matter where you go in your life
ไม่ว่าตลอดชีวิตคุณจะเดินทางไปแห่งหนใด
At some point, you gonna need somebody to stand by you
บางเรื่องบางครา คุณอาจต้องการใครบางคนยืนเคียงข้างคุณ

Oh yeah
Oh my darlin’
Stand by me

No matter who you are
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

No matter where you go in life
ไม่ว่าตลอดชีวิตคุณจะเดินทางไปแห่งหนใด
You gonna need somebody to stand by you
างเรื่องบางครา คุณอาจต้องการใครบางคนยืนเคียงข้างคุณ

No matter how much money you’ve got, all the friends you got,
ไม่ว่าเธอจะมีเงินมากน้อยเพียงไหน เธอยังมีเพื่อนเสมอ
you gonna need somebody to stand by you
บางที คุณยังต้องการใครอีกคนยืนเคียงข้างคุณ

When the night has come
เมื่อราตรีมาเยือน
And the land is dark
พร้อมปฏพีที่มืดมิด
And that moon is the only light we’ll see
มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องสว่างให้มองเห็น

No, I won’t be afraid.
ไม่… ฉันไม่กลัวหรอก
No, I won’t
ไม่ ฉันไม่กลัว
Just as long as you stand, stand by me
ตราบเท่าที่มีคุณเยือนเคียงข้าง เคียงข้างฉัน

And darlin’, darlin’, stand by me. Oh stand by me
โอ้ ที่รัก เคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน
Oh stand, stand by me, common stand by me, yeah.
เคียงข้าง… เคียงข้างฉัน มาสิ มายืนเคียงข้างฉัน

When the sky that we look upon should tumble and fall
เมื่อเราเห็นท้องฟ้าเบื้องหน้าพังร่วงหล่น
Or the mountain they should crumble to the sea.
หรือภูผาถล่มจมลงท้องทะเล

I won’t cry, I won’t cry.
ฉันจะไม่ร้องไห้ ฉันไม่ร้องไห้หรอก
No, I won’t shed a tear.
ฉันจะไม่ปาดน้ำตา
Just as long as you stand, stand by me.
ตราบเท่าที่มีคุณยืนเคียงข้าง เคียงข้างฉัน

So darlin’, darlin’, stand by me. Oh stand by me.
โอ้ ที่รัก เคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน
Please stand, stand by me, stand by me.
ยืน.. เคียงข้างฉันนะ ช่วยมายืนเคียงข้างฉัน  ได้โปรดเคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน

And darlin’, darlin’, stand by me. Oh stand by me.
โอ้ ที่รัก เคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน
Oh stand, stand by me, please stand. Stand by me.
ได้โปรดเคียงข้าง ยืนเคียงข้างฉัน

ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

Slumdog Millionaire - คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ

February 25th 2009 104

จากการประกาศผลรางวัลออสการ์ในปีนี้ ภาพยนตร์เรื่อง Slumdog Millionaire (สลัมด็อก มิลเลียนแนร์) ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครองอย่างสวยงาม และยังได้รับรางวัลอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 8 รางวัล (จากการเสนอชื่อเข้าชิง 10 รางวัล)

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก nytimes.com

แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ใช้ทุนในการสร้างมากมาย ไม่มีดาราที่ค่าตัวแพงหรือมีชื่อเสียงระดับโลก ไม่มีฉากถ่ายทำที่สวยงาม ไม่มีสเปเชียลเอฟเฟ็คที่ยิ่งใหญ่ตระการตา แต่ภาพยนตร์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้เพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม นักแสดงส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวอินเดีย ซึ่งนักแสดงนำ 2 คน ในวัยเด็ก  เป็นเด็กที่มาจากสลัมมุมไบจริงๆ  (เดิมชื่อ บอมเบย์)   พร้อมการเดินเรื่องในสลัม ที่เมืองมุมไบ ของประเทศอินเดีย เป็นการแสดงให้เราได้เห็นถึงความแออัดยัดเยียด ทั้งผู้คน บ้านเรือน รวมทั้งการดำเนินชีวิตแบบสลัมเสียเป็นส่วนใหญ่

สำหรับผมแล้ว คิดว่าปัจจัยที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จนั่นก็คือ บทภาพยนตร์ที่ดี ซึ่งถ่ายทอดมาจากบทประพันธ์ของชาวอินเดีย อีกทั้งการคัดเลือกนักแสดงที่เหมาะสมกับบท การลำดับภาพ และเพลงประกอบที่โดดเด่น รวมถึงฝีมือการสร้างและการกำกับของทีมงานโดยผู้กำกับชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งมีผู้กำกับร่วมหรือ Co-Director เป็นชาวอินเดียด้วย จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง

ยิ่งไปกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจและชวนติดตาม เมื่อเปิดเรื่องมาก็บอกเลยว่า พระเอกของเรื่องได้เข้าแข่งขันในรายการเกมส์โชว์ชื่อดัง Who want to be millionaire ในอินเดีย และชนะได้เงินจำนวนมหาศาล (นึกถึงรายการเกมส์เศรษฐีของไทย แบบนั้นเลยครับ) ซึ่งรายการนี้ได้จัดมาแล้วในหลายๆ ประเทศ จากนั้นก็แสดงให้เห็นถึงความลำบาก ความยากจน มิตรภาพ และความรักของเด็กๆ ในสลัมที่ถูกคุกคาม เอารัดเอาเปรียบ และถูกเหยียดหยามต่างๆ นาๆ แต่พวกเขาก็สู้ชีวิต โดยมีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องของ “ชะตากรรม” เป็นคบไฟนำทาง

ผมชอบโปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้มาก ที่ทำเป็นเหมือนคำถามว่า “What does it take to find a lost love?” - จะต้องใช้อะไรในการค้นหาความรักที่หลุดลอยไป?

A. Money - เงิน ซึ่งแน่นอนว่าพระเอกของเรานั้นเป็นคนจน

B. Luck - โชคดี ส่วนมากคำนี้จะใช้กับการเสี่ยงโชคหรืออะไรที่ได้มาง่ายๆ

C. Smarts - ความฉลาด ซึ่งในเกมส์นี้ คนที่ชนะได้ ไม่ใช่คนที่ “ฉลาด” แต่เป็นคนที่ “รู้” ในคำตอบของคำถามที่ถูกถามมาพอดี

D. Destiny - โชคชะตา หรือจะเห็นภาพมากขึ้นถ้าใช้คำว่า “ชะตากรรม” เพราะจะมีคำว่า กรรม ซึ่งเป็นผลของการกระทำอยู่ด้วย

ทั้งนี้ผมขอชื่นชมผู้ที่ตั้งชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาษาไทยด้วยนะครับ “คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ” เป็นชื่อที่สวยงาม ได้ใจความ และมีความหมายมากครับ

เป็นเรื่องปกติ เมื่อภาพยนตร์ได้รับรางวัลก็จะยิ่งมีคนสนใจอยากชมมากขึ้น นอกจากรายได้ทางตรงจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ประเทศอินเดียจะได้รับแล้ว ยังส่งผลต่ออินเดียในอีกหลายๆ ด้านด้วย เช่น สินค้าเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งอินเดียเองก็เห็นแล้วว่าอเมริกาได้ประโยชน์จาก Hollywood มากมาย จึงได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศตัวเองด้วยการสร้าง Bollywood ขึ้นมาบ้าง

งานนี้ผู้กำกับในบอลลีวู้ดหลายคนดีใจกับความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ และจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนสร้างภาพยนตร์อินเดีย ให้ก้าวขึ้นมาสร้างภาพยนตร์เจาะตลาดโลกแบบเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีทำ และประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างงดงาม

โดยเฉพาะที่เกาหลีนี่น่าสนใจมากครับ เพราะรัฐบาลของเขาสนับสนุนอย่างเต็มที่ นอกจากจะมีรายได้โดยตรงจากการส่งออกภาพยนตร์และทีวีซีรีส์แล้ว ยังส่งผลดีต่อการส่งออกวัฒนธรรม เช่น การยอมรับในสินค้าเกาหลี อาหารเกาหลี และการท่องเที่ยวเกาหลีอีกด้วย

ดังนั้นคนสร้างภาพยนตร์ที่นั่นจึงได้รับการสนับสนุนอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงวัฒนธรรมของเกาหลีได้ลงทุนสร้างโรงถ่าย เมืองจำลอง เครื่องแต่งกายและชุดประจำชาติในสมัยต่างๆ ที่สวยงาม วิจิตรบรรจง รวมถึงชุดนักรบและอาวุธจำลอง เพื่อให้การถ่ายทำภาพยนตร์ทำได้สะดวกและประหยัด นี่ก็คือการส่งเสริมวัฒนธรรมเกาหลีได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะครับ

นอกจากนี้ เวลาที่ผมดูภาพยนตร์ต่างประเทศและเห็นฉากเกี่ยวกับเมืองไทยแล้ว ผมจะรู้สึกดีมาก เช่น ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เรื่อง Stealth ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนวสงครามสมัยใหม่ ในตอนที่นักบินเครื่องบินขับไล่ได้รับอนุญาตให้พักผ่อนระหว่างการรบได้ และผู้บัญชาการแนะนำให้มาเที่ยวเมืองไทย โดยมีฉากที่สวยงามเกี่ยวกับเมืองไทยมากมาย ผมดูแล้วก็รู้สึกดีมากครับ อยากให้มีฉากเกี่ยวกับประเทศของเราในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ แบบนี้อีกเยอะๆ เพราะเป็นการประชาสัมพันธ์สิ่งดีๆ ของประเทศเราออกไปได้อย่างดีจริงๆ

ดังนั้น หลายประเทศจึงให้ความสนใจและสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ในประเทศของตนเอง ดังเช่นหนังเรื่อง สะบายดี หลวงพะบาง ก็ได้สร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ไปเยือนประเทศลาว แบบถล่มทลาย

ผมมีเพื่อนรุ่นพี่คนไทยที่ทำงานอยู่ที่ประเทศอียิปต์มานานกว่ายี่สิบปีได้เล่าให้ผมฟังว่า ภาพยนตร์เรื่อง เดอะ มัมมี่ (The Mummy) ที่ฉายไปทั่วโลก แม้จะสร้างโดยชาวอเมริกัน แต่ก็สามารถดึงนักท่องเที่ยวให้มาเยือนอียิปต์ได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ca.news.yahoo.com

ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ “คำตอบสุดท้าย อยู่ที่หัวใจ” จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนทำหนังไทยได้มีโอกาสดีๆ แบบนี้บ้างนะครับ นอกจากหนังดีๆ ฟอร์มใหญ่ ใช้ทุนสร้างสูงที่เราเคยไปโชว์ผลงานในต่างประเทศแล้ว ผมขอให้กำลังใจคนที่มีฝันอยากทำหนังทุนต่ำให้ประสบความสำเร็จแบบนี้บ้าง ขอให้มีความตั้งใจและไม่ท้อถอย วันหนึ่ง…คนไทยอาจมีโอกาสได้ชื่นชมหนังไทยในเวทีออสการ์บ้างก็ได้ใครจะรู้

อย่ามัวแต่ท้อแท้ว่าเราเป็นคนตัวเล็กๆ ในประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งบนเวทีโลก ไม่ว่าคุณจะทำอะไรขอให้ทำให้เต็มที่ และทำให้ดีที่สุด มันอาจจะเป็นโชคชะตา (Destiny) ของคุณที่จะประสบความสำเร็จอย่างเปรี้ยงปร้างบ้างก็ได้นะครับ

ลองดูหนังเรื่องนี้ จบแล้ว ผมเชื่อว่า สายตาที่มุ่งมั่นของพระเอกคนนี้ จะติดตา ตรึงใจ และอบอวลอยู่ในความทรงจำของคุณไปอีกนาน

ด้วยจิตคารวะ

“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

 
ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เว็บ2.0 | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ ค่ายพุทธบุตรสัญจร | ปรเมศวร์ มินศิริ เปิดตัว browser | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เบราเซอร์พันธุ์ไทย | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ พ.ร.บ.คอมฯ | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เว็บมาสเตอร์ แคมป์