โลกใบใหม่ (A New Earth)
June 10th 2009 8จิม แครี่ (Jim Carrey) ดาราฮอลลีวู้ดผู้มีชื่อเสียงเคยเขียนเช็คมูลค่า 20 ล้านเหรียญให้กับตัวเองเมื่อตอนเขาอายุได้ 17 ปี ในช่วงที่เขาเริ่มเข้าสู่ฮอลลีวู้ดใหม่ๆ เช็คใบนี้ใช้ขึ้นเงินไม่ได้ แต่เป็นการวาดเป้าหมายในชีวิตให้เห็นฝันของหนุ่มน้อยคนนี้เป็นภาพชัดเจนขึ้นมา เนื่องจากพ่อของเขาซึ่งเป็นนักบัญชีได้ถูกให้ออกจากงานไม่นานก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ทั้งครอบครัวต้องออกหางานทำ รวมทั้งจิม แครี่ ลูกคนสุดท้องที่ต้องทำงานในช่วงหลังเลิกเรียนถึงวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งเขาก็ตั้งใจทำมันอย่างดี

จิม แครี่
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pinstripebindi.files.wordpress.com
จนครอบครัวเขาย้ายมาที่ฮอลลีวู้ดในปี ค.ศ. 1979 เขาได้มีโอกาสรับบทในรายการทีวี ซึ่งผู้ชมต่างพากันชื่นชอบที่เขาทำหน้าตาได้ตลก โดยเฉพาะที่การทำหน้าตายู่ยี่ไปมาและการทำปากสั่นๆ จากนั้นงานก็เริ่มเข้า เขาเริ่มได้รับเงินค่าจ้างมาเรื่อยๆ จนในปี ค.ศ. 1996 ภาพยนตร์เรื่อง “The Cable Guy” ก็ทำเงินให้เขาได้ 20 ล้านเหรียญจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป
จิม แครี่ เผยหนึ่งในเคล็ดลับของเขาสั้นๆ ผ่านทางรายการ “The Oprah Winfrey Show” สุดยอดรายการทอล์คโชว์ชื่อดังของอเมริกาซึ่งเป็นตอนที่แนะนำหนังสือ “A New Earth: Awakening to Your Life’s Purpose” ดังในคลิปสั้นๆ หนึ่งนาทีนี้ เขาบอกว่าเขาเกิดกระจ่างขึ้นมาว่า เวลาปัจจุบันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หลายๆ คนหลงหรือติดอยู่กับวังวนในความคิดของตัวเอง เขายังบอกด้วยว่า บางทีเขาเสียเวลาไปสองชั่วโมงต่อวัน มัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องของคนอื่น แต่เมื่อเขาได้สติขึ้นมาเขาจึงคิดได้ว่า เอ๊ะ ตัวเราก็อยู่ที่นี่ ทำไมนะ เราจะต้องไปคิดถึงเรื่องของคนอื่นที่เขาก็ไม่ได้อยู่ที่นี่กับเราซะหน่อย ซึ่งมันช่างไร้สาระและเสียเวลาจริงๆ
โอปราห์ วินฟรีย์ เจ้าแม่รายการทอล์คโชว์ผิวดำชื่อดังของอเมริกาได้แนะนำหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่น่าอ่านของโอปราห์บุ้คคลับ ในรายการเน้นการสัมภาษณ์ผู้เขียนคือ เอคฮาร์ต โทลเล่ และยังมีการสัมภาษณ์บุคคลท่านอื่นอีก เช่น ผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งแพทย์ได้วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายและจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 5 ปี เธอติดอยู่กับความคิดที่ว่าเธอจะต้องตายวนเวียนอยู่จนไม่มีความสุข และเมื่อเธอคิดได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้เธอจึงหันมาอยู่กับปัจจุบัน จองทัวร์ไปเที่ยว ทำในสิ่งที่เธออยากทำ จากใบหน้าที่หม่นหมองในตอนแรก จนปัจจุบันเธอออกรายการโทรทัศน์ด้วยใบหน้าที่แจ่มใสและมีความหวัง โอปราห์ตื่นเต้นกับแนวคิดในหนังสือนี้มาก จนนอกจากการจัดในรายการโทรทัศน์แล้ว แล้วยังมีการจัดเป็นรายการสดบนเว็บไซต์ Oprah.com เป็นเวลา 10 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน โดยเธอจะจัดรายการกับผู้เขียนและให้ผู้ชมทางบ้านคุยผ่านกล้องเข้ามาในรายการได้สดๆ ผ่านโปรแกรม Skype

โอปราห์ วินฟรีย์
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก oprah.com
หนังสือเล่มนี้เน้นไปที่ปรัชญาเชิงจิตวิญญาณมากกว่าแนวคิดทางศาสนา แต่เมื่อได้อ่านไปแล้วหลายคนคงคิดเหมือนผมว่า เนื้อหาหลายส่วนไปตรงกับหลักคำสอนในศาสนาต่างๆ อยู่ด้วย ผู้เขียนบอกว่าชื่อหนังสือนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากคำทำนายในคัมภีร์ไบเบิลถึงการอุบัติขึ้นของ “สวรรค์ใหม่และโลกใหม่” ซึ่งสวรรค์นั้นไม่ใช่สถานที่ แต่เป็นอาณาจักรในจิตสำนึก และโลกใหม่คือการสะท้อนของสิ่งนี้ในอาณาจักรธรรมชาติ หนังสือเล่มนี้ได้วางจำหน่ายในปี ค.ศ. 2005 ซึ่งมียอดขายดีติดอันดับ จนมาโด่งดังมีชื่อเสียงในวงกว้างเมื่อได้ออกรายการทีวีของโอปราห์เมื่อปีที่แล้ว
หนังสือเล่มนี้ขยายความจากผลงานเขียนชิ้นก่อนของเขา “The Power of Now” โดยเริ่มต้นจากการชี้ให้เราเห็นว่ามายาที่ลวงเราอยู่คือ อัตตา (Ego) หรือ ตัวกูของกู ความที่เรายึดมั่นถือมั่นทั้งตัวเองและวัตถุสิ่งของ ลาภยศสรรเสริญ นั้นแหละที่จะสร้าง “เสียงในหัว” หรือ กระแสความคิดและอารมณ์ที่จะวิ่งเข้ามาบิดเบือนอย่างไม่หยุดหย่อนที่จะทำให้เราไม่ได้เห็นถึงความเป็นจริง

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก theosociety.org
ถัดจากเรื่องอัตตา ทางผู้เขียนได้เจาะลึกเข้าไปถึงแก่นของอัตตา (The Core of Ego) ได้อย่างสะดุดใจมาก ผู้เขียนบอกว่า “การบ่น” ไม่ว่าจะเสียงดังหรือในใจก็ตาม มันคือกลยุทธ์หนึ่งในการเสริมสร้าง “อัตตา” ของเรานั่นเอง เพราะบางอย่างเราไม่รู้จะยึดมั่นถือมั่นอะไร ก็ใช้การบ่นนี่แหละเป็นตัวยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ให้มันคงอยู่ หลายครั้ง จากการบ่นอาจพัฒนารุนแรงจนถึงขั้นตราหน้าคนอื่น ไปจนถึงการด่าทอและทำร้ายในที่สุด หากมีการเสริมด้วยอารมณ์เจ็บใจ และหลายๆ ครั้งสิ่งนี้เองที่กลายเป็นเหมือน “กับดักทางความคิด” ให้เราหลงติดอยู่ในวังวนความเจ็บแค้น การบ่นซ้ำไปซ้ำมา จนไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากคุณลองคิดเปรียบเทียบสมองของคุณเป็นเหมือนตัวประมวลผลในคอมพิวเตอร์ ก็เหมือนกับคุณมีโปรแกรมกังวล อิจฉา ริษยา อาฆาต สารพัดอย่างรันอยู่ในระบบมากมาย แล้วคุณจะเหลือสมองไว้คิดอ่านทำงานหรือใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ให้ดีได้อย่างไร จริงไหมครับ? และการหลงอยู่ในวังวนความคิดนี้ก็จะทำให้เกิดทุกข์ด้วย

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก flickr.com โดยคุณ horizontal.integration
ทางออกจึงน่าจะอยู่ที่การรู้จักแก้ปัญหาด้วยปัญญา เช่นที่เราได้ยินบ่อยๆ ในคำสอนของพุทธศาสนาที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” หรือที่พระเยซูเคยตรัสไว้ว่า “ท่านเคยได้ยินเขากล่าวว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า อย่าโต้ตอบคนชั่ว ผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย ผู้ใดอยากฟ้องท่านที่ศาลเพื่อจะได้เสื้อยาวของท่านก็จงแถมเสื้อคลุมให้เขาด้วย ผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินไปกับเขาหนึ่งหลัก จงไปกับเขาสองหลักเถิด (มธ5:38-41)” ซึ่งคำสอนเหล่านี้ผมฟังตอนแรกอย่างผิวเผินก็รู้สึกแปลกใจว่าทำแบบนี้จะดีจริงหรือ แบบนี้คนชั่วก็ได้ใจสิ เราก็จะถูกกลั่นแกล้งตลอดไปไหม?
แม้ว่าผมจะเป็นชาวพุทธ แต่ผมก็เชื่อว่าทุกศาสนาเป็นสิ่งที่ดีเพราะสอนให้คนเป็นคนดี ตอนนี้ก็ลองศึกษาหาข้อคิดดีๆ จากคำสอนทางคริสต์ศาสนาด้วยครับ แล้วผมก็ถึงกับทึ่งในความลึกซึ้งของคำสอนข้างต้น ว่าที่แท้แล้วพระองค์ทรงสอนเราว่า “จงอย่าปฏิบัติต่อผู้ที่ทำชั่วด้วยความรุนแรง” ไม่ได้หมายความว่าให้หนีหรือยอมให้เขาทำชั่ว แต่ให้แก้ไขปัญหาด้วยปัญญา “หากใครตบแก้มขวาของท่าน จงยื่นแก้มซ้ายให้เขาด้วย” เนื่องจากในสมัยที่ชาวยิวถูกกดขี่โดยชนชั้นปกครองอย่างมากนั้น การใช้มือซ้ายตบจะทำไม่ได้เพราะผิดกฎต้องมีโทษ และผู้กดขี่จะตบคนที่มีฐานะเดียวกันด้วยหน้ามือและตบคนที่มีฐานะต่ำกว่าด้วยหลังมือเท่านั้น การโต้ตอบด้วยการยื่นแก้มซ้ายให้จึงเป็นการทำให้ผู้กดขี่ไม่สามารถตบด้วยหลังมือได้และต้องยอมลดตัวลงมาอย่างนั้นหรือ
แม้แต่ตัวอย่างเรื่องเสื้อยาวและเสื้อคลุมซึ่งเป็นสมบัติติดตัวของชาวยิวในสมัยนั้น ก็เป็นการตอบโต้ด้วยปัญญาเนื่องจากในยุคนั้นหากใครเป็นเหตุจนถึงขั้นที่ทำให้อีกคนต้องเปลือยเปล่า ผู้ฟ้องเองก็จะถูกตีแผ่และต้องเป็นที่ถูกอับอายแทน ลองนึกถึงในสมัยนี้หากมีใครกดขี่รังแกคนไม่มีทางสู้จนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว หากสังคมรู้เข้า ผลร้ายเหตุการณ์อาจพลิกกลับจนผลเสียกลับมาตกอยู่กับผู้ที่ฟ้องร้องจนถึงขนาดนั้น
และข้อสุดท้าย ในสมัยก่อนการบังคับใช้แรงงานทาสให้เดินเกินหนึ่งหลักไมล์จะมีโทษที่ทางกองทัพกำหนดไว้ สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของเรื่องนี้ สามารถคลิกไปอ่านต่อได้ที่นี่ครับ

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ourladyswarriors.org
อีกคำถามหนึ่งที่ผมเคยสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมพระเยซูถึงต้องยอมถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์? ผมจะได้เรียนรู้อะไรจากการที่ท่านทำเช่นนั้น? จึงได้ลองค้นคว้าดูจนพบข้อความในหนังสือเล่มนี้ที่บอกว่า สภาพจิตปกติของเรานั้นเสื่อมไปด้วยเหตุหลายประการ เช่น จากความกลัว ความโลภ ความต้องการอำนาจ ฯลฯ
การที่เราจะ “รู้แจ้ง” ในคำสอนของพระเยซูคือ “การไถ่บาป” (อ้างอิงจากหนังสือ A New Earth) ส่วนการรู้แจ้งในศาสนาพุทธคือ “การดับทุกข์” นั้น จึงต้องศึกษาจากภายในตัวเรา หรือที่ในพระคัมภีร์ใหม่ (The New Testament) หรือ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาใหม่ ได้อธิบายคำว่า “บาป” คือการพลาดจากเป้าหมาย เช่นเดียวกับนักยิงธนูที่พลาดเป้า การที่พระเยซูเป็นผู้ไถ่บาปให้เราคือการที่ท่านไม่ยอมทำตามผู้มีอำนาจในสมัยนั้น ในการเปลี่ยนแปลงพระวจนะหรือคำของพระเจ้าเพื่อเอาชนะความบาปของเราจนต้องถูกตรึงกางเขน ท่านก็ยอมเสียชีวิตเพื่อรักษาสัจจะไว้
มีประโยคจากงานเขียนของพระภิกษุอีกท่านหนึ่ง ซึ่งผมอยากจะขอนำมาเขียนต่อไว้ที่ตรงนี้คือ จากในหนังสือ “Now is the Knowing“ ต้นฉบับเขียนเป็นภาษาอังกฤษโดย พระสุเมธาจารย์ (สุเมโธภิกขุ) ซึ่งท่านเผยแพร่เป็นธรรมทานไม่คิดมูลค่า และได้ถูกแปลเป็นไทยในชื่อ “รู้แจ้งในปัจจุบัน“ โดย น.พ.วิเชียร สืบแสง หนังสือเล่มนี้เผยแพร่ในปี ค.ศ. 1989 (ก่อนหนังสือ A New Earth) แต่ก็มีใจความสำคัญไปในทางเดียวกันซึ่งก็เป็นแนวทางของพุทธศาสนา และการที่พระสุเมธาจารย์ท่านเป็นชาวตะวันตก ท่านจึงมีมุมมองในกรณีการตรึงกางเขนของพระเยซูดังนี้
เมื่อพระเยซูถูกตรึงไว้บนไม้กางเขน เราจะเห็นได้ชัดเจนถึงตัวอย่างของคนที่กำลังเจ็บปวดอย่างทารุณที่สุดต่อหน้าฝูงชน กระนั้นก็ดี พระเยซูไม่ได้โทษใครเลย กลับตรัสว่า “โปรดประทานอภัยให้แก่เขาเหล่านั้นด้วยเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไป”
นี่เป็นสัญลักษณ์ของปัญญา หมายความว่า ถึงแม้จะมีคนมาตรึงเราบนไม้กางเขน เฆี่ยนฆ่าเรา ดูหมิ่นเหยียดหยามทุกอย่าง แต่ความชิงชัง ความใจแคบเห็นแก่ตัวนั้นต่างหากที่เป็นตัวปัญหา เป็นความทุกข์ ถ้าพระเยซูคริสต์ตรัสออกไปว่า “มันผู้ใดมาทำเรา มันผู้นั้นจงพินาศทุกคน” แล้วละก็ ท่านจะกลายเป็นอาชญากรคนหนึ่งไปด้วย และอีกสองสามวันต่อมาคนก็จะลืมหมด จงไตร่ตรองดูให้ดีในเรื่องนี้ เพราะเมื่อมีทุกข์เราก็มักจะโทษคนอื่นและเราอ้างเหตุผลได้ว่าคนนั้นคนนี้มาให้ร้ายแก่เรา เราไม่ปฏิเสธ แต่จะไม่ทำอย่างนั้นอีก จะให้อภัยและจะปล่อยวางความทรงจำเหล่านั้นเสียให้สิ้น ทั้งนี้เพราะเราถือที่พึ่งในพระสงฆ์ ซึ่งหมายความว่า เราจะละความชั่วและทำแต่ความดี ทั้งกายและวาจา

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก betterworldbooks.com
บทเรียนที่ผมได้จากการอ่านหนังสือ “A New Earth”*** และต่อเนื่องไปจนถึงการค้นข้อมูลเดี่ยวกับคำสอนในศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์นั้น ผมขอสรุปไว้ในตอนท้ายนี้ว่า หนึ่งในทางออกจากวังวนแห่งทุกข์นี้ ทางผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางให้เราเน้นการอยู่กับปัจจุบัน คิดและทำในเรื่องปัจจุบันให้ดีที่สุดและมีความสุขกับตอนนี้
(ผมตีความหมายเองว่า เราสามารถรำลึกถึงอดีตดีๆ และวางแผน อนาคตได้ด้วย แต่นั่นคือการใช้เวลาในปัจจุบันในการทำเช่นนั้น ไม่ใช่การปล่อยให้จิตฟุ้งออกไป) เมื่อเรารู้ทันเจ้าตัวทุกข์นี้และรู้วิธีที่จะหลุดพ้นจากมันแล้ว เราก็สามารถที่จะค้นพบตัวเราจริงๆ โดยไม่มีอัตตามาบิดเบือน ค้นพบตัวเราและจุดมุ่งหมายของตัวเราจากภายใน โลกใบใหม่ก็จะสะท้อนออกมาปรากฏต่อหน้าเรานี้เอง
และที่สำคัญคือเมื่อเราเจอปัญหา อาจถูกรังแก กลั่นแกล้ง กดขี่ เราอาจจะเลือกหนีปัญหาหรือใช้ความรุนแรงก็ได้แต่ก็อาจจะทำให้เราไม่พ้นทุกข์หรือไม่ก็จมอยู่ในทุกข์มากยิ่งขึ้น แต่แนวทางแก้ไขปัญหาแบบใช้ปัญญาโดยสันติวิธีก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งมีสอนไว้แทบจะในทุกศาสนา และความสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้จากจิตใจของเราเองที่มีการให้อภัยและเสียสละนั่นเองครับ
ด้วยจิตคารวะ
นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ
*** “A New Earth: Awakening to Your Life’s Purpose” หนังสือมีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ “โลกใหม่ ตื่นรู้สู่จุดหมายแห่งชีวิต”

























