ศึกวันทรงชัย กระปุก VS สตาร์บัคส์

October 4th 2008 15

จั่วหัวอย่างนี้ อย่าพาลนึกไปว่าเตะกันที่ราชดำเนินหรือลุมพินีนะครับ นัดเตะบอลกระชับมิตรกันครับ ม่ะ มาย้อนกลับไปดูวันแรกที่เราได้ข่าวว่า ทีมฟุตบอลสะท้านโลกันต์ของกระปุก รู้ข่าวคอนเฟิร์มว่า จะมีแมทช์นอกบ้าน โดยน้องต้าร์ที่เคยทำงานกับเรา ตอนนี้ทำอยู่ที่สตาร์บัคส์ เลยชักชวนมาเตะกระชับมิตรซะเลย

ฮ่าๆ ถามว่าเรากลัวมั๊ย ขอบอก ลืมเรื่องแพ้ไปได้เลย … ก็แค่วางแผนกันล่วงหน้าเลยว่า จะหาข้อแก้ตัวอะไรที่อายน้อยที่สุดกันดีกว่า

เนื่องจากเป็นนัดแรกที่เราจะได้เล่นกับทีมอื่น ที่ไม่ใช่เล่นกันเอง เพราะหลังจากก่อนหน้านี้อ้างโน่นอ้างนี่ว่า โห คนเล่นเราเยอะ เดี๋ยวไปเช่าสนามแล้วคนเล่นได้ไม่ครบ ก็สนามฝั่งละ 7 คน เตะกันเองแล้วกัน ใครมาท้าก็บอกปัดไปหลายรายแระ (โธ่ ก็แต่ละราย ทีมเยาวชนมั่ง เพิ่งชนะที่นั่นที่นี่มา 3-0 บ้าง 5-0 บ้าง นึกว่ากลัวเรอะ ก็แค่ไม่เล่นด้วย ฮ่า) 

 
ทุกคนเก็บอาการตื่นเต้นไม่ค่อยอยู่ เริ่มมีชุดทีมสีเขียวที่บริษัททำให้ หลังจากใช้เสื้อแฟนซีตามมีตามเกิดมานาน จนใครๆ เค้าคิดว่าเรามีสปอนเซอร์เยอะ ก็เล่นเสื้อยืดแอนตาซิลเงี้ย เสื้อเอ็ม 150 เงี้ย แหะๆ เกินไป ก็เสื้อทีมบอลต่างๆ เท่าที่ซื้อหากันมาได้นั่นแหละครับ
จากนั้นกระแสข่าวก็เริ่มมาเขย่าขวัญ “เฮ้ย เค้าตัวเจ๋งๆ ทั้งนั้นนะเว้ย” “เดินสายเตะนะเว้ย” “ฟิตด้วยว่ะ” เออ รู้แล้ว เอาไงเอากัน(วะ)

และแล้ว…ก็ถึงวันเตะ ซัก 2 ทุ่ม สนาม พัน 1 ร.อ. ตรงวิภาวดี กระปุกเองขนกองเชียร์บึ้ม กะว่าเอาจำนวนเข้าข่ม ถ่ายรูปหมู่เท่ห์ๆ แล้วก็ลงไปวอร์ม แม่เจ้าโว้ย สนามมันใหญ่กว่าที่เราเคยซ้อมกี่เท่ากันฟะเนี่ย แค่วอร์มก็หิว เอ้ย เหนื่อยแล้ว หันไปดูทีมสตาร์บัคส์ที่มากันเท่าที่จำเป็นจริงๆ ปี๊ดดดดด กรรมการเป่าเริ่มเกม

 

เป็นไปตามคาดครับท่านผู้ชม!! 10 นาทีแรก โดนไป 2 เม็ด เห็นผู้รักษาประตูเราอวบอิ่มเป็นไม่ได้ หยอดข้ามหัวย้อยๆ สบายๆ (อันนี้ต้องโทษแรงโน้มถ่วงโลกครับ โดดไม่ถึงจริงๆ ไม่เกี่ยวกับน้ำหนัก) กองเชียร์เริ่มสงัด ชลออยู่ “ตุ๊ง” ลูกที่ 3 ตามมา โหย คราวนี้เสียงเชียร์กรี๊ดกระหึ่ม เพราะเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ถ้าไม่กรี๊ดให้ฝั่งโน้น อาจจะไม่ได้กรี๊ดอีกเลย เฮ่อ….เป็ด!

เคยดูบอลแล้วเห็นเขาพับสนามเล่นมั๊ยครับ เค้าพับกันครึ่งสนาม นี่เล่นพับ 3 ส่วนเลย กองหลังคนสุดท้ายของสตาร์บัคส์นี่เลยเส้นครึ่งสนามฝั่งเราเข้ามาพอสมควร ในขณะที่ทีมเรายังคงเปลี่ยนตัวไปเรื่อยๆ เพราะคนเยอะ และหอบ ก็สนามมันใหญ่นี่คับ แถมสตาร์บัคส์ก็ฟิตและเล่นได้ดีจริงๆ แต่ก็มีภาพประทับใจ ที่ผู้รักษาประตูของสตาร์บัคส์กระทบกระทั่งกับกองหน้าเรา จนเข่าบวม พี่เอกหัวหน้าฝ่าย IT Support ช่วยกันประคองกึ่งอุ้มพาไปส่งข้างสนาม ด้วยความเป็นห่วง นี่แหละครับ มิตรภาพและน้ำใจนักกีฬา

 
ครึ่งหลังแล้ว อยู่ๆ ก็มีเสียงพี่ปุ้มของเราดังขึ้นมา “ถ้าไข่แตก อัดฉีด 5 พัน” น่าน เจ๊สั่งลุย (เสียงใครกระซิบฟะ ว่าเอาไปแบ่งฝั่งนู้นซัก 2 พัน ขอซักลูกได้มั๊ย หยาบคาย) เท่านั้นละคับ แป๊บเดียว เสียงเฮก็ดังลั่น หันไปดูไม่ทันเห็นว่าใครยิง เลยถามน้องสาวกองเชียร์ ได้คำตอบว่า “ผะอั๋วมันค่ะ” แล้วก็ชี้ไปที่นิติกรสาวแม่ลูกอ่อน ที่กำลังทำหน้ากิ๊บๆ ในความปลาบปลื้มที่พ่อสามียิงประตูเก่ง ตอนนี้ 3-1 ครับท่านผู้ชม ปาติหานมีจริงเหมือนโฆษณา “ปุ้ง” 3-2 ครับ ตีตื้นเห็นๆ ความหวังเรืองรอง

แต่แล้ว เหมือนสตาร์บัคส์จะบอกเราว่า หมดโปรโมชั่นแล้วนะ ยิงแบบนิ่มๆไปอีก 2 ประตู เสียงดังมาจากข้างสนามฝั่งโน้นเบาๆ ว่า “พอแล้วๆ เดี๋ยวเจ็บ” เขาน่ะ กลัวนักกีฬาเขาเจ็บ แต่เราน่ะ โดนเจ็บๆ จบไป 5 ต่อสอง ขากลับโทรไปหาที่บ้าน ว่าแพ้ห้าสอง เสียงตามสายให้กำลังใจมาว่า “เหรอ แถวนี้เค้าเดากันว่าซัก 5-0 เก่งนี่”  

 
ขอบคุณสตาร์บัคส์ ที่กรุณามากระชับมิตร ขอบคุณนักฟุตบอลทุกท่าน ขอบคุณกองเชียร์ที่น่ารัก ขอบคุณฟ้าฝนที่เป็นใจ ขอบคุณใครๆ โดยเฉพาะคุณ ที่สนับสนุนเข้าชมเว็บไซต์กระปุกมาโดยตลอด ตั้งใจว่าจะเตะให้ได้ซักเดือนละครั้ง ทีมไหนสนใจติดต่อมาได้นะครับ รักกันๆ แล้วจะรู้ว่า…
 

“กระปุกทีม ก่อนลงเตะ ไม่กลัวใคร ลงเตะแล้ว ไม่มีใครกลัว”
 

ด้วยจิตคาราคาซัง

น้องชาย…นายคนนี้

 

 

ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class)

September 29th 2008 33


“The Rise of the Creative Class”

“The Rise of the Creative Class” เป็นหนังสือที่วางขายตั้งแต่เมื่อหกปีที่แล้ว สิ่งที่คนเขียนบรรยายในหนังสือนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับผม ผมไม่ชอบชื่อหนังสือเลยให้ตายสิ! เพราะถ้าแปลกันตรงตัว มันคือ “ความรุ่งเรืองของชนชั้นสร้างสรรค์” ในความรู้สึกของผม ผมว่าไอ้เรื่องการแบ่งชนชั้นนั้น เราก็ยอมรับว่ามันมีของมันอยู่ แต่ก็ไม่ควรที่จะเอามาตอกมาย้ำกันขนาดนี้ แต่ก็เอาเถอะครับ อย่าไปสนใจเรื่องของคำศัพท์เลย มันก็แค่สิ่งที่ใช้เรียกเพื่อจะบอกเล่าถึงเรื่องราว ให้เข้าใจกันมากขึ้นเท่านั้นแหละนะ เพราะไม่ว่าเราจะทำงานอาชีพอะไร เราต่างก็มีความสำคัญในสังคมด้วยกันทั้งนั้น  มองง่ายๆ ว่า ถ้าไม่มีชาวนาแล้วเราจะเอาข้าวที่ไหนทานกันล่ะ จริงไหมครับ

ผู้ที่พยายามอธิบายความหมายของคำว่า ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) นี้ก็คือ ศาสตราจารย์ ริชาร์ด ฟลอริดา แห่งมหาวิทยาลัย คาร์นากี้ เมลลอน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มจากประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา ชนชั้นแรงงานอาจจะเคยเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ประเทศไหนมีแรงงานมากก็จะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ แต่นั่นมันกว่า 100 ปีมาแล้วนะครับ ต่อมา พอมีการประดิษฐ์เครื่องจักร ก็กลายเป็นว่าใครมีโรงงานผลิตได้ดีกว่า มากกว่า ก็จะนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศได้ และต่อมาความได้เปรียบ เช่น ทุนที่มากกว่า หรือ เทคโนโลยีที่เหนือกว่า ก็กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศแทน

หนังสือเล่มนี้ได้พยายามบอกเราว่า นวัตกรรม (Innovation) อันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์นั้น จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการนำความเจริญมาสู่ประเทศ และครั้งนี้แหละที่ความสำคัญนั้นได้ตกมาอยู่ที่ “คน” มากที่สุด เพราะ ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) ในความหมายของ ศาสตราจารย์ฟลอริดา คือชนชั้นอาชีพ ซึ่งไม่ได้หมายความถึงศิลปินและดีไซน์เนอร์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผู้ที่ออกแบบสินค้า บริการ และ อื่นๆ ซึ่งได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมาย โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ ซึ่งอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอีกมากครับ เรื่องอาชีพนี่ไม่เกี่ยวกับการจบปริญญาอะไรมาหรอกนะครับ หลายต่อหลายคนที่ผมรู้จักนั้น เป็นครีเอทีฟตัวจริงโดยไม่ต้องมีดีกรีด้านนั้นๆ เลย หรือบางคนก็มีกระดาษเอาไว้แปะข้างฝาเท่านั้น ไม่เคยได้สร้างสรรค์อะไรเลยก็มี  อืม เรื่องนี้อยู่ที่ตัวบุคคลล้วนๆ นะครับ

มีการสำรวจพบว่า ในสหรัฐอเมริกามีคนทำงานถึง 30% ที่จัดเป็นชนชั้นนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) สามารถสร้างผลงานสร้างสรรค์ได้นั้น ผมเชื่อว่ามาจากความหลงใหล คลั่งไคล้ จนอาจเลยเถิดไปถึงขั้น “หมกมุ่น” กับสิ่งที่ตนเองสนใจ ไม่เสียเวลาไปกับความคิดที่เป็นอุปสรรค แต่มุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหา หาวิธีการใหม่ๆ หากรอบให้เจอแล้วลองคิดนอกกรอบดู เพราะความสำเร็จไม่จำเป็นต้องส่งผลทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่รวมถึงผลต่อสังคมด้วย เช่น เราอาจจะสร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมได้จริงๆ และผมเชื่อว่าหากประเทศไทยเรามีคนทำงานต่างๆ ที่อยู่ในชนชั้นนี้เยอะๆ น่าจะก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่าการขายแรงงานราคาถูก และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอีกด้วยครับ แต่หากเราไม่ทำ น่ากลัวว่าอีกหน่อยประเทศอย่าง จีน อาจขยับตัวขึ้นมาจากการขายแรงงานราคาถูก เป็นการขายสินค้าที่มีความคิดสร้างสรรค์ แล้ววันนั้นเราจะหนาววววว รับรองได้

เป็นที่น่าเสียดาย หลายคนที่สนใจอยากจะสร้างนวัตกรรมดีๆ แต่ก็ไปจบลงตรงที่การเรียน การเข้าฟังบรรยาย การไปอบรม การประชุม สัมมนา ระดมสมองเพื่อหา “ไอเดียดีๆ” แต่สุดท้ายก็ไม่มีการสร้างผลงาน ไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างสรรค์ออกมา เคยมีครูฝรั่งคนหนึ่งเตือนสติผมแรงๆ ว่า “หมดเวลาฝัน หยุดฟุ้งซ่าน ได้เวลาลงมือทำแล้ว” ยูต้อง “Get your hands dirty” ลงมือทำงานเถอะ ได้เวลามือเลอะแล้ว ถึงการทำงานจะมีผิด มีพลาด ไม่มีใครทำงานที่สมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่ชิ้นแรกหรอกครับ ผิดขึ้นมาเราก็แก้ไข ทำใหม่ได้ และก็ได้เรียนรู้ไปด้วย และมันต้องสำเร็จสมใจเข้าสักวัน ดีกว่ามัวแต่ฝัน มัวแต่ฟุ้ง อยากทำโน่น อยากทำนี่ ไอเดียดีๆ มีเพียบ แล้วจะให้ใครทำ?

อย่าคิดว่าคุณจะเดิน… เดินไปเลย (ไม่งั้นก็ไม่ได้เดินซะทีมัวแต่คิด)

รองเท้าไนกี้ยังมีสโลแกนบอกว่า “Just do it” ก็แค่ลงมือทำ อยากทำอะไร ทำไปเลย!

พื้นที่โฆษณา : ถ้าใครอยากเริ่มอะไรดีๆ ผมขออาสาสมัครสัก 5 คนนะครับ ใครที่เขียน Blog ไว้อยู่แล้ว อยากจะเชิญไปฟังสัมมนา Creativities Unfold, Bangkok 2008 – Connecting Dots – Business : People : Culture ที่ TCDC วันที่ 2 - 5 ตุลาคม 2551 ณ ห้องนิทรรศการ 2 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม เป็นงานที่เชิญวิทยากรระดับสุดยอดมาบรรยาย ซึ่งเก็บค่าเข้าฟังในราคาที่เทียบกับเนื้อหาแล้ว ถือว่าไม่แพงเลยครับ แต่สำหรับอาสาสมัครทั้ง 5 คน ผมจะให้ทาง TCDC ช่วยเชิญมาครับ เพียงคุณช่วยโพสต์ข้อความไว้ที่ Comment ด้านล่างนี้ว่า ต้องการเข้าฟังสัมมนาและร่วมเขียน Blog เกี่ยวกับงานนี้ ทาง TCDC จะเชิญคุณไปร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใด …รีบหน่อยนะครับ

ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

ตำนาน “ยักษ์เขียวตาเดียว”

September 18th 2008 37

เนื่องจากวันที่ 23 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา เป็นวันที่คนในแวดวงอินเทอร์เน็ตฮือฮาและเป็นวันที่สำคัญมาก เนื่องจากในวันนั้น เป็นวันครบรอบหนึ่งปีของ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2550 และครบกำหนดผ่อนผัน ให้ผู้ให้บริการเตรียมตัวในการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์แล้ว จึงเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า หนึ่งปีที่ผ่านมานั้นได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ตัวผมเองนั้นจัดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้อยู่พอสมควร จึงขอเล่าตำนานเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวแบบชาวบ้านสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่เล่นสำนวนโวหารเป็นภาษากฎหมายให้มันเข้าใจยากกันเข้าไปอีก ถ้าใครที่ใช้คอมพิวเตอร์อยู่และไม่อยากมีความผิดในเรื่องน ี้ก็สามารถติดตามอ่านได้เป็นตอนๆ ใน Blog แห่งนี้นะครับ

อ่านโพสนี้ทั้งหมดคลิกที่นี่ครับ »

The Mist - เริ่มที่ความกลัว อย่าให้ลงท้ายด้วยความสิ้นหวัง

August 31st 2008 213

เห็นเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้แล้ว คิดถึงหนังที่เข้ามาฉายบ้านเราเมื่อไม่นานมานี้เอง เรื่อง The Mist ชื่อแปลไทยว่าหมอก… อะไรนี่แหละ ตอนผมเห็นทีแรกก็ยังไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เลยไม่ได้ไปดูครับ จนมีคนเชียร์ว่าน่าดูถึงต้องไปหาซื้อแผ่นมาดูทีหลัง แต่พอมาเห็นว่าเป็นหนังจากนิยายสยองขวัญของ สตีเฟน คิง นักเขียนชื่อดังจึงค่อยรู้สึกมั่นใจในคุณภาพขึ้นมาอีกหน่อย

หากคุณยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้และสนใจขึ้นมา
นี่เป็นคำแนะนำก่อนที่คุณจะออกไปซื้อ/เช่า หรือ ยืมแผ่นหนังเรื่องนี้มาดูจากเพื่อน:

- สำหรับคนที่ใจอ่อน สงสารเด็ก ดูหนังแล้วอินมาก ผมไม่อยากแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวจะรันทดจนถึงขั้นจิตตกได้ ^^’ บางคนบอกว่าดูแล้วเกร็งมากเลย…น่าสงสาร

- ฉากโหดร้ายรุนแรงก็มีครับ แต่ฉากบีบคั้นจิตใจทำร้ายความรู้สึกนี่แรงกว่าซะอีกนะ

- ใครที่ชอบดูหนังแนวบู๊ล้างผลาญ แบบไม่ต้องคิดมาก ผมว่าไปดูเรื่องอื่นน่าจะมันส์กว่านี้ เช่นเรื่อง มัมมี่โป๊ะโกะ ภาคสาม ซึ่งเหมาะแก่การดูเอามันส์ล้วนๆ สาระไม่ต้อง แถมมีหมวยจีนอินเตอร์น่ารักๆ ให้ดูเป็นของแถมอีกตะหาก

- ถ้าคุณชอบดูหนังแบบเอามันส์ด้วย ได้แง่คิดด้วย แถมอยากจะรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ กรุณารีบไปหามาดูเลยครับช่วงนี้แหละกำลังแจ๋ว หนังดีจริงๆ ครับ แต่คุณควรจะหยุดอ่าน Blog นี้ของผมซะตั้งแต่ตอนนี้เพราะว่า….

ต่อไปนี้ผมกำลังจะสปอยล์หนังเรื่องนี้แบบสุดลิ่มทิ่มประตู และจะเฉลยโดยเล่าตอนสำคัญแบบหมดเปลือก แถมมีตัวอย่างให้ดูด้วย 555 เราเตือนคุณแล้ว

อ่านโพสนี้ทั้งหมดคลิกที่นี่ครับ »

Google อดอาหาร?

August 27th 2008 76

วันนี้ได้อ่านข่าวมาใหม่ที่น่าแปลกใจมากอยู่ข่าวนึง คือ ทาง Google ตัดงบประมาณค่าอาหารของพนักงานลงอย่างมาก


ภาพ Cafe 150! โดย Brett L.


ภาพ The Google Food Blog โดย Brett L.

เรารู้กันว่าบริษัท กูเกิล ผู้นำด้านอินเทอร์เน็ตของโลกนั้น เป็นผู้สร้างความฮือฮาไม่น้อย ในเรื่องของการสร้างความสะดวกสบายให้กับพนักงาน และที่ฮือฮามากเป็นพิเศษคือเรื่องอาหารอย่างดี แถม “กินฟรี” นี่แหละครับ แต่ตอนนี้ท่าทางจะไม่เป็นแบบนั้นซะแล้ว จากในข่าวบอกว่า Google ลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ลงด้วยการเลี้ยงอาหารเฉพาะบรรดา “Geek” เท่านั้น (กี๊ก คือ พวกวิศวกรคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ อะไรแบบนี้ และฝ่ายที่เป็นทีมงานหลักที่สร้างกลไกให้กับเว็บไซต์ของบริษัท เนื่องจากทาง Google แจ้งว่าได้เสียเงินค่าอาหารไปถึง 7,500 เหรียญสหรัฐต่อพนักงานหนึ่งคนต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ สองแสนกว่าบาทเลยนะคร้าบ โอ…น่าเสียดายจัง เพราะเงินจำนวนนี้ สามารถเอาไปเลี้ยงเด็กน้อยผู้หิวโหยได้ทั้งโรงเรียนเลยนะเนี่ย

อ่านโพสนี้ทั้งหมดคลิกที่นี่ครับ »

 
ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เว็บ2.0 | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ ค่ายพุทธบุตรสัญจร | ปรเมศวร์ มินศิริ เปิดตัว browser | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เบราเซอร์พันธุ์ไทย | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ พ.ร.บ.คอมฯ | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เว็บมาสเตอร์ แคมป์