เมื่อไรบ้านเมืองถึงจะสงบสุข? คำตอบอยู่ในมือคุณแล้ว
July 13th 2008วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ผมพักผ่อนสบายๆ อยู่กับบ้าน มานั่งเปิดเว็บดูแล้วก็นึกได้ว่าวันนี้เมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาติเราเหมือนกัน
วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ได้มีเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ ล่องเรือรุกเข้าทางแม่น้ำเจ้าพระยามาจนถึงกรุงเทพ ระหว่างทางมีการยิงต่อสู้กันที่ป้อมพระจุลฯ จนมีชาวไทยที่ต้องเสียชีวิต ต่อมาเรือรบได้มาจอดที่หน้าสถานฑูต แล้วยื่นคำขาดให้ไทยยอมยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับตน ในที่สุดเพื่อเป็นการรักษาเอกราชของชาติและประเทศส่วนใหญ่เอาไว้ ไทยจึงจำยอมต้องเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ทำให้่เราต้องเสียดินแดนขนาดใหญ่ไปเลยครับ -__-’ เหตุการณ์นี้เกิดต่อเนื่องมาในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งประเทศไทยในสมัยนั้นใครๆ ก็อยากได้ครับ โดยเฉพาะมหาอำนาจจากตะวันตกอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ที่เรารอดมาได้ก็ถือว่าเดชะบุญอยู่มากโข น้องๆ รุ่นนี้ถ้าอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ก็ลองคลิกไปอ่านที่ Blog ของลุงกล้วย ก็ได้ครับ และมีเวอร์ชั่นสั้นๆ ที่ เว็บของพี่แป๋ม ด้วยครับ
ประวัติศาสตร์อาจจะเป็นเรื่องที่อ่านแล้วน่าเบื่อสำหรับบางคน เลยอยากให้ย้อนนึกถึงเรื่อง “ทวิภพ” จากบทประพันธ์ของคุณทมยันตี ดูครับ เพราะสร้างจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ซึ่งมีการสรุปไว้น่าอ่านมากโดยคุณ หอมกร คลิกที่นี่ครับ

อ่านแล้วทำให้เราเห็นภาพทันทีว่า เวลาที่ใครอยากจะหาเรื่องโจมตีคนอื่นขึ้นมา เขาก็จะพยายามจะหาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นข้ออ้าง ทำผิดแค่สอง แต่ก็จะปั้นให้เป็นสิบ เพื่อหาความชอบธรรมในการทำร้ายกัน ซึ่งต่อให้เราใช้เหตุผลในการเจรจายังไง ก็ไม่ยอมรับ ไม่ฟังกันแล้วครับ เพราะมี “ธง” มาก่อนแล้วว่าจะมาราวีซะอย่าง โดยเอาเรื่องหยุมหยิมมาใส่สีให้มันดูใหญ่โต มาเป็นข้ออ้างในการทำลายกัน หรือ เพื่อต่อรองให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ เหมือนที่คุณหอมกรเล่าใน Blog ว่า…
“เรื่องราวของทวิภพเกิดขึ้นในช่วง รศ. 112 นี้เอง คนไทยสมัยก่อนเขาสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกัน เห็นแล้วปลื้มใจกับบรรพบุรุษไทย ถึงแม้เราจะเสียดินแดนไป แต่เราก็ได้เห็นซึ้งถึงความสมัครสมานสามัคคีกันของคนไทย ต่างจากสมัยนี้ก็แสวงหาอำนาจ เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง แล้วกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นที่ไม่ใช่พวกพ้องของตน ข้างฝ่ายที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีก็อดรนทนไม่ได้ คนไทยหันมาประจันหน้ากันเอง นี่มันอะไรกัน ขิงก็ราข่าก็แรง
ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการไปทำให้ใครเขาแค้นก่อน แล้วอย่างนี้เขาจะไม่ตอบโต้ได้อย่างไร รักชาติกันจนน้ำลายไหลกันทั้งนั้นสมัยนี้ ว่าแล้วก็กลับไปชื่นชมกับทวิภพต่อดีกว่า อิอิ”
เห็นการประจันหน้าทางความคิดของแต่ละฝ่ายแล้ว ก็รู้สึกว่าจะยังมืดมนไม่เจอทางออก ผมจึงเขียนเรื่องตอนนี้ขึ้นเพื่อให้กำลังใจคนไทย อีกเป็นจำนวนมากที่ห่วงใยประเทศชาติ และต้องการหาทางออกอย่างแท้จริงเพื่อคนไทยทุกคน ยิ่งพอคิดถึงแรงสามัคคีของคนไทยในสมัยก่อน ผมก็นึกถึงโฆษณาทางทีวีสมัยนี้ชิ้นหนึ่งซึ่งติดตาตรึงใจมาก และหลายๆ คนคงเคยได้เห็นมาแล้ว
โฆษณานี้ได้รับ รางวัล SILVER ของหมวดสื่อโฆษณาทางทีวีและสิ่งพิมพ์ ถึง 2 รางวัล คือ ประเภทสถาบัน (Corporate) และ ประเภทส่งเสริมสังคม (Public Service Message and Cause Appeals) จากงาน Adman Awards & Sympotium 2008 มาหมาดๆ โดยเป็นผลงานสร้างสรรค์ของ Agency: Gratitude Co.,Ltd. and Monday Co.,Ltd. ให้กับโครงการ คุณธรรมนำไทย ของกองทัพบก
จากปกติเราจะเห็นแต่โฆษณาที่ “ขาย” ของที่เราจะต้องไปเสียเงินซื้อ หรือโฆษณาบางอย่างที่ดูยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเราเลย แต่ “ความสามัคคี” ที่เขาพยายามจะขายนี้ ดูแล้วยังไงๆ ก็เกี่ยวกับทุกคนเลยนะครับ ซึ่งคิดว่าหลายๆ คนที่ได้ดูก็คงจะสะดุด และตั้งสติหยุดคิดกันแล้วว่า… วันนี้ในอดีต พี่น้องไทยของเราได้แสดงพลังของความสามัคคีเอาไว้ แล้ววันนี้เราทำอะไรกันอยู่? มีคนที่พยายามจะช่วยประเทศชาติที่กำลังถอยลงๆ แล้วเราได้ไปช่วยเขาหรือเปล่า หรือเราจะรอเทวดามาช่วย หรือคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับเราหรอก หรือรอเอาไว้มันแย่จริงๆ แล้วค่อยมาโทษกันแบบในโฆษณานี้จะดีไหม???
หลายคนที่ดูโฆษณานี้แล้ว ก็คิดได้เลยว่า ใช่เลย! เราต้องการความสามัคคีนี้แล้วล่ะ แต่ว่าจะให้สามัคคีกันทำอะไรดี??? บ้านเมืองถึงจะสงบสุข และผ่านช่วงอึมครึมที่น่ากลัวช่วงนี้ไปได้ ในฐานะที่หลายๆ คนก็เป็นคนทำงาน, ข้าราชการ, นักธุรกิจ, แม่บ้าน, นักเรียน นิสิต นักศึกษา และอีกหลากหลายอาชีพ
คำตอบไม่ได้อยู่ไกลตัวคุณหรอกครับ แต่อยู่ในมือของคุณนี่เอง…

ขออัญเชิญพระราชดำรัส มาแสดงไว้ ณ ที่นี้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ
—————–
ถ้าคนไทยทุกคน ถือว่าตนเป็นเจ้าของชาติบ้านเมือง
และต่างปฎิบัติหน้าที่ของตนให้ดีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
และถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้ว
ความทุกข์ยากของบ้านเมืองก็จะผ่านพ้นไปได้
พระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๘๙
—————–
ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งหยิบ “คำตอบ” นี้ด้วยมือของตัวเองเกือบทุกวัน โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าจะมีพระราชดำรัสซึ่งเป็นคำตอบของปัญหาในวันนี้เขียนไว้อยู่ด้วย… เมื่อลองอ่านดูดีๆ จึงได้พบว่า เป็นสิ่งที่พวกเราหลายๆ คนก็ทำอยู่ในวันนี้นี่เอง ซึ่งประกอบด้วยหลักดังนี้ :
1. คุณจะต้องถือว่า “บ้านเมืองนี้เป็นของคุณ” ก่อนเลยนะครับ จากนั้น…
2. สิ่งที่คุณควรจะสามัคคีลงมือกระทำกัน ก็คือ “ทำงานของคุณให้ดี งานที่คุณทำอยู่นั่นแหละครับ”
3. ทำให้ดีคืออย่างไร? คือต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต ถ้าจะแปลภาษาชาวบ้านก็คือ “ไม่คดโกงหักหลังผู้ใด และไม่ทำการอันใดที่เป็นการทุจริต”
ถ้าพวกเราร่วมมือ สามัคคีกันทำสิ่งนี้ ท่านว่า “ความทุกข์ยากของบ้านเมืองก็จะผ่านพ้นไปได้”
ใครที่ได้ทำในสิ่งนี้อยู่แล้ว ผมขอเป็นผู้หนึ่งซึ่งยกย่องสรรเสริญในสิ่งที่คุณทำ ถ้ามีเวลาว่างอย่าลืมเขียนในสิ่งที่คุณทำมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
แต่ถ้าใครที่ยังทำได้ไม่ครบ ผมคิดว่าวันนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ที่คนไทยกำลังต้องการความสามัคคีนี้อยู่ และคุณก็สามารถเริ่มลงมือทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง ตั้งแต่วันนี้เลยครับ
ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”


July 13th, 2008 at 8:41 pm
โห… เกิดมาเพิ่งสังเกตนะเนี่ยว่ามีคำสอนดีๆ อยู่ที่แบงค์ 20 ขอบคุณมากนะคะ
July 14th, 2008 at 8:07 am
หากต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข คนทุกคนต้องคำนึงถึงหน้าที่ของตนเองที่มีอยู่ในสังคมเป็นหลัก ใครมีหน้าที่อะไร อาชีพอะไรก็ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอ เช่น เป็นหมอก็ต้องรักษาคนไข้ นักเรียนก็มีหน้าที่เรียนให้ดี ทหารก็ต้องทำหน้าที่รั้วของชาติ เท่านั้นเป็นต้น หากคราใด ทุกคนอยากจะมีอำนาจแก่งแย่งกันทำหน้าที่แทนรัฐบาลทั้ง ๆ ที่ไม่มีสิทธิ โดยอาศัยการก่อความวุ่นวาย มันก็จะเป็นอย่างนี้ ทางที่ถูกหากคิดว่าคนอื่นใช้ไม่ได้ ก็ให้เสนอตัวให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินสิ ทุกวันนี้คนไทยถูกล้างสมองโดยไม่รู้ตัว หากเราคิดถึงแต่เฉพาะหน้าที่ของเรา บ้านเมืองก็จะเป็นสุขและเราก็จะเป็นสุขด้วยเช่นกัน
July 14th, 2008 at 11:42 am
ความสามัคคี….คำที่คุ้นเคย คำที่ได้ยินกันมาก็นานนม….
คำง่ายๆ …ที่คนไทยด้วยกัน…น่าจะ “ร่วมใจ” กันทำได้….
คำง่ายๆ …ที่คนในจังหวัดเดียวกัน หรือคนละจังหวัดกัน…น่าจะ “ร่วมใจ” กันทำได้….
คำง่ายๆ …ที่คนในออฟฟิศเดียวกัน หรือคนละออฟฟิศ…น่าจะ “ร่วมใจ” กันทำได้….
คำง่ายๆ …ที่คนในโรงเรียน..มหาวิทยาลัยเดียวกัน…หรือคนละโรงเรียน ..มหาวิทยาลัย น่าจะ “ร่วมใจ” กันทำได้….
คำง่ายๆ …ที่คนในหมู่บ้านเดียวกัน หรือคนละหมู่บ้าน…น่าจะ “ร่วมใจ” กันทำได้….
คำง่ายๆ …ที่คนในครอบครัวเดียวกัน หรือคนละครอบครัว..น่าจะ “ร่วมใจ” กันทำได้….
คำง่ายๆ …ที่คนในวงการธุรกิจเดียวกัน หรือคนละวงการ..น่าจะ “ร่วมใจ” กันทำได้….
แค่…เรื่องง่ายๆ แค่นี้….คุณทำกันได้ป่าวค้าบ…..
แค่ ลด ละ ในสิ่งที่ตัวตนต้องการ ละประโยชน์ส่วนตัว…..
มารู้จัก “ให้” …..และ “ให้อภัย”…..ด้วย
ความสงบสุข….ร่มเย็น….ปลอดภัย….จะดีไหม….
ถ้ามันเกิดใน “บ้านของเรา”……”"ประเทศของเรา”……^^
July 14th, 2008 at 11:45 am
แค่ถือศีล๕ ก็สงบสุขแล้ว เพราะพันธมิตรก็โฆษณาชวนเชื่อ ด่ากันแบบไม่มีเหตุผล ผิดศีลข้อ๔ นักข่าวก็ขายข่าว ยิ่งทะเลาะกันยิ่งชอบ เพราะขายข่าวได้ ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ยอมแสดงความโปร่งใสให้เห็นจะๆ ถ้าผมไม่ชอบใคร ผมจะไม่ด่าแบบหยาบคาย จะพูดเพราะๆ ดีๆ บ้านเมืองจะได้เจริญ
July 14th, 2008 at 11:50 am
ต้องถือว่า “บ้านเมืองนี้เป็นของคุณ” –> อันนี้เห็นด้วยอย่าแรงเลย!!!
หากมัวแต่คิดว่าหน้าที่ดูแลบ้านเมือง จะต้องเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่่งเพียงอย่างเดียว เราไม่ต้องไปข้องเกี่ยวก็ได้ อย่างนี้แย่แน่ ๆ
เพราะถ้าหากได้คนที่ดี…ก็ดีไป
แต่ถ้าตรงข้ามล่ะ…ได้คนที่มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่อยากจะคิดเลยว่าต่อไปประเทศชาติจะเป็นอย่างไร
July 14th, 2008 at 12:04 pm
ถ้าทุกคนในประเทศสามัคคีกันแล้วความสงบสุขจะไปไหนเสีย รักกันไว้เถิดเราเกิดร่วมแดนไทย
July 14th, 2008 at 2:38 pm
เคยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการกอบกู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำเอาเลือดรักชาติพุ่งกระฉูด อิอิ พร้อมๆ กับคิดว่าประเทศเราจะอยู่รอดถ้าสามัคคีกัน
July 14th, 2008 at 5:09 pm
สุดยอดเลยค่ะ ได้ข้อคิดมากมากเลย
July 14th, 2008 at 5:35 pm
Congratulations!!!…Great web for Thai. I will be here always.
July 14th, 2008 at 6:08 pm
ต้องถือว่า “บ้านเมืองนี้เป็นของคุณ” –> ก็เค้าถือว่าเป็นของเค้าไงเล่า !
เค้าก็เลยจะขายซะเลยยยย ฮ่า ฮ่า ฮ่า
สลดใจ T_T
July 14th, 2008 at 6:21 pm
เมื่อวันก่อน ที่เชียงใหม่ ยังปาขวดน้ำและไข่เน่าใส่กันอยู่เลยอ่ะ
คนเชียงใหม่ด้วยกันแท้ๆ ระหว่าง กลุ่มเชียงใหม่ต้านพันธมิตร กับ กลุ่มพันธมิตรเชียงใหม่
คนเราขาดความอดทนอดกลั้น กันมากขึ้น
โตกันขึ้นมาก็กระเสือกกระสนดิ้นรนเอาตัวรอด เอาชีวิตรอดกันในสังคมที่มุ่งเน้นวัตถุ
โดยขาดการนำศีล หรือ ธรรมะ มานำชีวิต มากล่อมเกลาจิตใจกัน แค่คิดเห็นต่างก็ถือเป็นฝั่งตรงข้ามแล้ว พอมารวมกับการพูดจาเสียดสี ท้าท้าย กล่าวหาทำร้ายจิตใจกันและกัน ก็เลยเห็นเป็นศัตรูที่ต้องทำลายล้างกันไปเลย ทั้งที่ เลือดเดียวกัน ชาติเดียวกัน บรรพบุรุษเดียวกันแท้ๆ
โดยพื้นฐานก็คงไม่ใช่คนชั่วร้ายอะไรกันหรอก แต่ขาดขันติและเมตตา ในใจกันไปหน่อยน่ะนะ
July 14th, 2008 at 9:09 pm
ถ้าเราไม่รักบ้านเมืองเรา….แล้วใครจะมารัก ละเนอะ
July 15th, 2008 at 3:13 pm
ชอบโฆษณานี้มากๆเลย โดนใจสุดๆ
ทุกวันนี้ขอเพียงแค่ทุกคนคิดว่าจะทำความดี ก็คงผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไม่ยากเย็นแล้ว
July 16th, 2008 at 12:59 pm
ก็ชอบมากเลยนะ โฆษณานี้
ดูทีแรกฮามาก ขำกลิ้งกันทั้งบ้าน
แต่พอดูๆไป หลายๆ ครั้ง
อ้าวววว….. เฮ้ยย เริ่ม สลด กันทั้งบ้านเช่นกัน
แล้วตอนจบ จบแบบเนี้ยอ่ะนะ
ตายหมู่ละมั๊งเนี่ยย แง แง แง !!!
มัวแต่ทะเลาะกัน โทษกันไป-กันมา
ไม่เสียสละลงมาทำอะไรที่เป็นประโยชน์กันบ้างเล๊ย
ไอ้คนส่วนน้อยที่เสียสละทำให้ก็หมดแรงตายอยู่ข้างทางเช่นกันล่ะนิ
สรุป –> ตายยยยยยยยย หมดดดดดดดด หงิง
July 29th, 2008 at 7:26 pm
ดูครั้งแรกแล้วคิดในใจ “เออ เนอะ” มันเป็นอย่างนี้จริงๆ ด้วย คนทำเค้าเก่งจริงๆ ดูไปดูมาก็เริ่ม “สลด” เพราะมันก็เป็นอย่างนี้จริงๆ อีกนั่นแหล่ะ …ประเทศไทยจะไม่เป็นแบบนั้น เริ่ม..ที่ตัวเราเอง
September 16th, 2008 at 9:13 am
ตราบใดที่คนไทยยังมีความเห็นแก่ตัวรักพวกพรองมากกว่าประเทศชาติ ประเทศชาติก็จะไม่มีวันสงบได้ เฮยน่าเสียด้ายที่คนสมัยก่อนกอบกู้ชาติต้องเสียเลือดเสียเนื้อไปตั้งเท่าไรแต่พอมาถึงยุคนี้คนไทยต่างก็จะรักสาเลือดเนื้อของตัวเองไว้เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ของชาติให้มาเป็นผลประโยขน์ของตนเอง เวณกรรม แล้วยังมีหน้ามาตะโกนว่ารักๆๆๆชาติ รักชาติประสาอะไรวะตอนนี้ชาติกำลังจะแย่แล้วเพราะคนรักชาติอย่างพวกคุณ คนรักชาติ