Crash - เหตุใดคนเราถึงกระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดเวลา?
June 24th 2008วันนี้อยากจะแนะนำ Blog ของบรรณาธิการกระปุกคร้าบ เจ้าของฉายา “ป้าเขียว” ป้าเขียวเป็น บ.ก. สาวนิสัยดี มีเสียงเพลงในหัวใจ ตลอดเวลา และรักการท่องเที่ยวด้วย ใครที่อยากอ่านเรื่องราวสบายๆ เชิญคลิกได้เลย
ส่วนฉายา “ป้าเขียว” ได้มายังไงนั้น
ลองถามไถ่กันดูนะครับ
ตอนนี้ก็มีคนเขียนเรื่องเบาๆ ให้อ่านกันแล้ว กระผมก็ขอละเลงเรื่องที่อยากเขียน ตามใจชอบเลยก็แล้วกัน เนื่องจากวันนี้เหตุการณ์บ้านเมืองมันวุ่นวาย มีการกระทบกระทั่งกันไม่รู้จบเสียที ก็พอดีว่าป้าเขียวเมล์เพลงจากหนังเรื่อง Crash มาให้พอดี โอ้… ใช่เลย แม้จะเป็นหนังเก่าตั้งแต่ปี 2547 ก็ตามที แต่การดูหนังเรื่องนี้ก็ให้แง่คิดถึงการใช้ชีวิต ในประเทศเราได้ไม่แพ้กันเลยนะครับ

crash (4) - VI. - ชนอย่างแรง
Syn. :: smash คำศัพท์จาก Lexitron
ตอนแรกที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ครึ่งแรกของหนังทำให้ผมรู้สึกอึดอัดครับ เพราะเนื้อเรื่องสร้างปมเอาไว้เยอะมาก แต่ก็มาคลายในครึ่งหลังได้อย่างน่าทึ่ง จนทำให้หนังเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์ “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” ซึ่งก็เหนือความคาดหมาย เพราะใช้ทุนสร้างต่ำมากๆ เรียกว่าเป็นการสร้างแบบหนังอินดี้เลยก็ว่าได้ และได้เงินจากการฉายไปเยอะแยะ เนื่องจากของเค้าดีจริงๆ ก็เลยได้อีกรางวัลแถมมาคือ “บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” ต้องยกความดีความชอบให้กับผู้เขียนบทและมากำกับ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชีวิต (ผมคุ้นๆ ว่าเขามีคนมาช่วยกำกับแยกกันไปอีกหลายคนด้วยครับ) บทภาพยนตร์ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะบทเรื่องนี้ดึงดูดนักแสดงทั้งชื่อดัง และไม่ค่อยดัง อย่าง ซานดร้า บูลล็อค ที่กรี๊ดทันทีที่ได้อ่านบท และอยากมาเล่นหนังเรื่องนี้ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้บทนางเอก ก็เพราะว่าหนังเรื่องนี้ ไม่มีพระเอก ไม่มีนางเอกนะครับ เป็นเรื่องของคนหลายๆ คน คนธรรมดาๆ นี่แหละครับ ไม่มีใครเป็นคนดี 100% และก็ไม่มีใครเป็นคนเลวไปซะทุกอย่าง
ดูเผินๆ Crash อาจจะเป็นแค่หนังที่เน้นการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ ซึ่งก็ใช่ แต่พอมาคิดอีกที มันมีครบหมดเลยทั้ง “รัก โลภ โกรธ หลง” อันเป็นกิเลสของคน และเมื่อคนมีความเห็นแก่ตัวเข้ามาด้วยแล้ว ก็มักจะหาเหตุผลมากมายมาอ้าง เพื่อแบ่งแยกและเหยียดหยามกัน ในหนังจะเล่าถึงชีวิตของคนในเมืองลอสแอนเจลิส ที่มีความแตกต่างกันมาก ทั้งเชื้อชาติและวัฒนธรรม ที่มาอยู่ร่วมกัน (ประเทศไทยก็เป็นแนวๆ นี้นะครับ)

การที่หนังเรื่องนี้เปิดและปิดด้วยฉากรถที่ชนกันหลายคัน พอถูกชนปั๊บ คนขับแต่ละคนก็จะโมโหโกรธาใส่กันก่อน พร้อมที่จะเถียงกันด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล และเมื่อผ่านเหตุการณ์น่าสลดใจอย่างกรณี 9/11 ที่เครื่องบินชนตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ มาแล้วด้วย ก็ยิ่งทำให้คนตกอยู่ในความกลัว ซึ่งผู้เขียนบทก็บอกว่าเขาเขียนบทจากประสบการณ์ ที่ผ่านความรู้สึกกลัวมานี่แหละครับ
คนเราเมื่อรู้สึกกลัว “ความต้องการที่จะเอาตัวรอด” ที่เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ หรือแม้แต่สัตว์ทุกตัว ก็มีสัญชาตญาณนี้จะแสดงออกมา “ความกลัวบวกกับประสบการณ์ในอดีต” ที่เคยเป็น “ผู้ถูกกระทำ” เช่น คุณพ่อเคยถูกสังคมคนผิวดำทำร้าย จนได้รับความเจ็บปวดสาหัสไปตลอดชีวิต ลูกๆ ก็จะออกอาการกับคนผิวดำ ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ที่หลายคนต้องมาประสบร่วมกับคนอื่น แต่ละคนก็อาจจะมี “อคติ” กับอีกฝ่ายขึ้นมาทันทีทั้งๆ ที่ไม่เคยบาดหมางใจกันมาก่อน ซึ่งก็อาจจะนำไปสู่ “การกระทบกระทั่ง” เพิ่มเติมกันต่อเนื่องไปเป็นทอดๆ อย่างไม่รู้จบในสังคม
ขออธิบายเพิ่มเติมนิดหน่อยนะครับ คำว่า “อคติ” นั้น ไม่ได้หมายรวมเฉพาะความรู้สึกในด้านลบเท่านั้นนะครับ แต่อคติที่เกิดจากความชอบก็มี ซึ่งความลำเอียงหรือ มีอคตินั้น สามารถแบ่งได้ถึง 4 แบบด้วยกัน คือ ฉันทาคติ (อคติที่เกิดจากความชอบ ความพอใจ) โมหาคติ (อคติที่เกิดจากความหลง) โทสาคติ (อคติที่เกิดจากโกรธ) และภยาคติ (อคติที่เกิดจากความกลัว)

เมื่ออยู่ในเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือในเวลาที่จำกัด การตัดสินใจของแต่ละคนแต่ละฝ่ายก็จะมาจาก อคติ ที่แต่ละคนมี ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะมีโชคชะตา ปาฏิหาริย์ ราวๆ กับมีนางฟ้ามาคุ้มครอง ทำให้ไม่มีเรื่องเศร้าใจเกิดขึ้น เช่น ในฉากที่ชายเจ้าของร้านขายของ แค้นช่างซ่อมกุญแจ แล้วตามไปเพื่อจะฆ่าช่างคนนั้น แต่ลูกน้อยของช่างกลับมารับกระสุนแทน หรือฉากการช่วยเหลือหญิงผิวดำที่ติดอยู่ในรถที่ไฟกำลังไหม้ ในขณะที่ผู้ถูกช่วยเหลือยังไม่สามารถละอคติในใจได้ แต่ช่างโชคดีที่ในยามคับขัน นายตำรวจที่เข้าไปช่วยเธอนั้นสามารถละวางอคติในใจของตัวเองได้ จึงทำให้เกิดฉากสองฉากที่แสนประทับใจ และจะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมไปได้อีกนาน

แต่หลายๆ ครั้งในสังคม ก็ไม่เกิดเรื่องดีๆ แบบนี้เสมอไป การกระทบกระทั่งกันหลายครั้งก่อให้เกิดปัญหาบานปลายไม่รู้จบ และยังสร้างปัญหาใหม่ๆ ให้เกิดต่อเนื่องกันไปมากมาย ที่อาจนำไปสู่การประทะกันของคนต่างความเชื่อ และคนที่มีความกลัวฝังอยู่ในจิตใจ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน สัญชาตญาณเอาตัวรอด และอคติ ก็อาจนำไปสู่การต่อสู้ประหัตประหาร กันอย่างรุนแรง ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับผู้สูญเสียในเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งบางเหตุการณ์ผมก็โตไม่พอที่จะรับรู้เหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง แต่ผมก็ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสีย และครอบครัวของผู้ที่สูญเสียทุกคนจากใจจริงครับ
เนื่องจากผมไม่มีประสบการณ์ตรงในเหตุการณ์บางอย่าง ผมจึงไม่อยู่ในฐานะบุคคลที่จะสามารถชี้ชัดได้ว่า เรื่องไหน “ใครถูก” หรือ “ใครผิด” แต่ผมเชื่อว่า บทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตก็ดี หรือ แม้แต่บทเรียนที่เราได้จากการดูหนังสักเรื่อง ทำให้เรารู้ว่าในบางเหตุการณ์ “ทางเลือก” นั้นก็อาจจะมีจำกัด และมีตัวแปรเยอะมากตามอคติของแต่ละคนในเหตุการณ์นั้น บางครั้งเหตุการณ์ก็อาจจะจบ อย่างที่ไม่มีใครต้องการให้เป็นอย่างนั้น แต่จากบทเรียนที่เกิดขึ้น เราจะต้องนำมาศึกษา ทบทวน และหาทางป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงแบบนั้นในอนาคต

ขอขอบคุณภาพประกอบสวยๆ จาก APH0rism
ทางออกง่ายๆ อาจจะเป็นแค่เพียงว่า หากเราวางใจให้ดี ปราศจากอคติที่มีต่อคนอื่น ปล่อยวางทัศนคติด้านลบจากประสบการณ์ในอดีต แล้วเติมพลังความคิดด้านบวกให้แก่กัน ไม่รีบด่วนตัดสินคนอย่างผิวเผิน ไม่มองหาคนดี 100% เรียกว่าดีแบบไม่มีที่ติ และไม่มองใครว่าเลวไปหมด 100% หรือ ไม่มีที่ดีเลย เพราะ “Nobody’s Perfect” ครับ จากนั้นเมื่อจิตใจของเราดี เราอาจจะเริ่มจากการทำอะไรดีๆ เล็กๆ น้อยๆ แล้วค่อยๆ ขยายให้ใหญ่ขึ้นโดยไม่ต้องสนใจว่าใครจะมองเรายังไง… เพราะความสุขใจจะเกิดขึ้นกับเราทันที เมื่อเราเริ่มคิดเรื่องดีๆ และทำในสิ่งที่ดีๆ
อีกเดี๋ยวก็เช้าแล้ว… บางที…พรุ่งนี้ เราอาจจะเจอหนทางแห่งความสุขทางใจของเราก็ได้นะครับ
So maybe tomorrow, I’ll find my way home.
เพลง Maybe Tomorrow
ศิลปิน Stereophonics
อัลบั้ม You Gotta Go There to Come Back
สังกัด V2
ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”



June 24th, 2008 at 5:07 pm
หนังเรื่องนี้น่าดูอ่ะ
แต่กลัวดูแล้วไม่เข้าใจจัง ^_^”
June 24th, 2008 at 5:08 pm
เหตุที่คนเรากระทบกระทั่งกันตลอดเวลาเพราะไม่รู้จักคำว่าแพ้ไง
บางทีแพ้บ้างก็ได้
June 24th, 2008 at 5:11 pm
เป็นหนังอีกเรื่องที่จะลองหามาดูนะคับ …
เห็นด้วยกับ webmaster นะคับ สำหรับผมแล้ว วิธีการหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกับคนอื่นๆ ก็
คือ การปล่อยวางคับ หากเราไม่คิดจะกระทบกระที่งใครแล้ว มันก็คงไม่เกิด “Crash” ระหว่างกันแน่นอนคับ ว่าแต่ตอนนี้ผมต้องการ “Cash” มากกว่าสิ่งอื่นใดนะ อิอิ
June 24th, 2008 at 5:17 pm
อย่างงี้ต้องไปหาหนังเรื่องนี้มาดูซะแล้ว คุณป้าเขียวขา ขอยืมดูหน่อยได้มั๊ยค่ะ อิอิ ขอให้คนไทยหลายๆ คน อย่ามีอคติกันเลยนะคะ บ้านเมืองเราจะได้สงบซะที
June 24th, 2008 at 5:19 pm
มีความคิดว่า การที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข จะต้องมีการยอมกันบ้าง ไม่อย่างนั้นเราก็จะต้องกระทบกระทั่งกันตลอดเวา โดยไม่มีประโยชนือะไรเกิดขึ้น - -*
June 24th, 2008 at 5:21 pm
บางครั้งการ “ชนกัน” ก็ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป ไม่งั้นเราจะรู้ได้ไงว่าเค้าต้องการอะไร แต่การชนกันบางครั้งเนี้ย มันต้องมีคนบาดเจ็บ คนล้มตาย ผลร้ายมันย่อมมากว่าผลดีแน่ๆ ในบางโอกาศถ้าสามารถประณีประนาอมได้น่าจะดีที่สุด คล้ายๆกับสถาณการณ์บ้านเมืองตอนนี้ละมั้ง มีแต่คนที่คิดจะชนกันแล้วเมื่อไรละ บ้านเมืองถึงจะสงบสุขสะที
June 24th, 2008 at 5:24 pm
คุณ •Or@nGe• นี่โหดนะครับเนี่ย แต่ไม่ชนจะดีกว่านะครับ จะได้ไม่เสียหาย และก็ไม่ต้องเรียกประกันมาเคลมให้วุ่นวาย… เฮ่อ…
June 24th, 2008 at 5:25 pm
ชอบประโยคสุดท้ายอ่ะ คมดี… So maybe tomorrow, I’ll find my way home.
ว่าแล้วก็ไปหาเพลงนี้ฟังดีกว่า
June 24th, 2008 at 5:26 pm
บางทีถ้าคนเราปล่อยวางบ้าง ก็คงไม่มีการกระทบกระทั่งกัน
June 24th, 2008 at 5:30 pm
น่าไปหามาดูมั่งนะ ถ้าดูแล้วมันส์ บวกข้อคิดดีๆ ไว้เตือนสติ
ทุกวันนี้เราก็พยายาม positive think กับทุกเรื่องนะ
…แต่บางทีมันก็ใช้ไม่ได้กับทุกเรื่องง่ะ …แล้วก็ใช้ไม่ได้กับทุกคนหรอก …ทำไงดีอ่า
อืม เราชอบประโยคนี้ด้วยอ่ะ…ไม่รีบด่วนตัดสินคนอย่างผิวเผิน ไม่มองหาคนดี 100% เรียกว่าดีแบบไม่มีที่ติ และไม่มองใครว่าเลวไปหมด 100% หรือ ไม่มีที่ดีเลย เพราะ “Nobody’s Perfect”
…เพราะมันจริงที่สุด!!! Nobody’s Perfect.
June 24th, 2008 at 5:33 pm
เห็น webmaster เขียนถึงหนังเล่มนี้แล้วชักอยากอ่านแล้วครับ (หุ หุ ใครมีให้ยืมบ้างเอ่ย) ความจริงเหตุผลที่คนกระทบกระทั่งกันนั้นมีหลายเหตุผล ทั้ง อคติ ความคิดแตกต่าง แต่ละคนแต่ละฝ่ายต่างก็คิดว่าความคิดของตนนั้นถูกต้องแน่นอน แต่อยากฝ่ายนั้นผิดอย่างมหันต์ เหตุนี้แหละจึงทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน
June 24th, 2008 at 5:40 pm
เคยดูผ่านเคเบิ้ลตั้งหลายรอบ แต่ก็ดูไม่เคยจบซักรอบ…เห้อ
…อคติ จะสลายได้ถ้ารู้จักหยุดมองและ ปล่อยวางนะคะ
ยิ่งยึดติด สิ่งนั้นก็คิดจะพอกพูนเพิ่มขึ้น ด้วยการตัดสินที่ออกมาจากความเชื่อ สิ่งที่มองเห็น สิ่งที่ๆด้ยิน และสิ่งที่เคยกระทำและถูกกระทำในใจเราเอง
แต่ถ้าหากปล่อยวางเสียบ้าง หยุดมองทุกอย่างอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง มองทุกอย่างอย่างมีสติและเข้าใจ คำว่า ใครถูก ใครผิด อาจไม่เป็นต้องบัญญัติขึ้นมาบนโลกนี้ก็ได้นะคะ..
June 24th, 2008 at 10:47 pm
อ่านแล้วอยากดูหนังคับฮ๋าๆๆ
ผมว่าคนเราเวลาจะทำอะไร
ควรนึกถึงใจเขาใจเราคับ
ย้อนดูตัวเองก่อนจะไปดูคนอื่นนะคับ
แต่อย่าใช้ตัวเองเปงบรรทัดฐานในการตัดสินใจ
June 25th, 2008 at 11:49 am
ท่าจะต้องดู หลายรอบ ล่ะนะ กว่าจะเข้าใจ
June 25th, 2008 at 2:25 pm
หนังดูสนุกมาก มีสาระ แต่ต้องมีอารมณ์ในการดูหน่อย เพราะต้องตั้งใจดูถึงจะเข้าใจ ขอบอกดีจิงๆ
June 26th, 2008 at 5:23 pm
…เพราะคนคนนึง อาจตั้งความหวังกับ คนอีกคนไว้มากหรือสูงเกินไป เมื่อผิดหวัง ไม่ถูกใจ ก็มักกระทบกระทั่งกัน อย่าไปตั้งความหวังกับอะไรๆไว้มากหรือสูงเกินไปเลย ……
July 1st, 2008 at 8:26 am
การที่คนเราไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น การมีอคติ ต้องการเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว ความจริงแล้วน่าจะคิดหาวิธีที่จะอยู่กันอย่างสงบนะ เพราะว่าชีวิตคนเราอยู่ไม่นานหรอกเน๊าะ
July 1st, 2008 at 2:21 pm
คนเราที่เกิดการกระทบกระทั่งกันนั้น เกิดจากความอิจฉาริษยา กลัวผู้อื่นจะได้ดีกว่า เช่น การทำงานร่วมกัน เห็นอีกคนหนึ่งทำงานขยันขันแข็งหน่อย แต่ตนเองทำไม่ดีอย่างเขา ก็เลยอิจฉาบ้างป็นธรรมดา แต่ก็อย่าให้ถึงขั้นแตกหักก็แล้วกัน หรือ การทำงานแทบตายหัวหน้างานก็ไม่เห็นความดี แต่บางคนไม่ค่อยทำงานแต่ได้รับการชมเชยดีเทคแคร์ดี คนเราก็แล้วแต่จะคิดเอาก็แล้วกัน แต่ขอสรูปว่า ความเห็นอกเห็นใจกันดีที่สุด มีอะไรช่วยเหลือกันมันก็จะเกิดความเอื้ออาทรต่อกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา และก็เอาเมียเขามาด้วย โดนลูกเก้าแน่……….!
July 1st, 2008 at 2:26 pm
ทำความดีไม่มีใครเห็น/เห็นขี้ดีกว่าใส้/แล้วทำไมต้องสีซอให้ควายฟัง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด / รักเมาสาวน้อย ข่อยเป็นคนเหนือเด้อครับ……..!ห่วย
July 1st, 2008 at 11:34 pm
เรื่องดีดูแล้วคับ
เจ๋งแบบที่เจ้าของบทความชมไว้แหละคับ
July 2nd, 2008 at 3:32 pm
เคยอ่านมา …เค้าบอกว่า การกระทำที่ดึงสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ได้มากที่สุด คือ การขับรถ แข่งขัน เอาชนะ โฮ่ะ โฮ่ะ
July 3rd, 2008 at 3:13 am
น่าดูแฮะ….