ยิ้มไว้ก่อน พ่อสอนไว้
July 4th 2008
ภาพ Finding Happiness โดย *Piney*
ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งรักเมืองไทยมาก รักในความสุขสงบ รอยยิ้ม น้ำใจไมตรีของคนไทย และแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ มากมาย อยู่ในทำเลที่ค่อนข้างปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ซึ่งก็คงเป็นความรู้สึกที่ไม่ต่าง ไปจากคนไทยอีกหลายล้านคนทั่วประเทศ
แน่นอนว่า ประเทศของใคร ใครก็รักครับ ไม่มีใครอยากให้ประเทศชาติต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติอื่น ซึ่งประเทศไทยของเรานั้นโชคดีมาก ที่ในอดีต เราสามารถผ่านพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาในช่วงยุคล่าอาณานิคมมาได้ แม้จะมีการเสียดินแดนไปบ้างบางส่วนตามยุคตามสมัย แต่ก็ไม่ถึงกับเสีย “เอกราช” ของชาติไปให้ใครมากดขี่ข่มเหง

ภาพประกอบจาก freefotouk
สำหรับในวันนี้ (4 กรกฎาคม) ถือเป็นวันเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึง สถานภาพความเป็นรัฐชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ อธิปไตยของชาติสหรัฐอเมริกา เนื่องจากในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2319 อาณานิคมของสหราชอาณาจักร 13 แห่งในดินแดนอเมริกาได้ประกาศอิสรภาพ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ชื่อว่า “สหรัฐอเมริกา” (United State of America) ขึ้น และได้ถือเอาวันนี้เป็นวันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day)
โธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศ ได้ออก “คำประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักร” (Declaration of Independence) มีข้อความบางตอนกินใจมากและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการเลือกใช้คำของผู้เขียน ได้แก่
“all Men are created equal” ผมอยากแปลความว่า Men ไม่ใช่แค่ ผู้ชาย นะครับ แต่หมายถึง คนทุกเพศทุกวัย ส่วนคำว่า created น่าจะหมายถึง เกิดมา (ถูกพระเจ้าสร้างตามความเชื่อทางคริสต์) ส่วน equal นั้นหมายถึง เท่าเทียมกัน
การเกิดมาเท่ากันนั้น ผมขอแปลความหมายของความเท่าเทียมว่า เป็นความเท่าเทียมในเรื่องของศักดิ์ศรีและมีสิทธิ ถ้าดูจากประโยคนี้ เขาน่าจะไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเกิดมาเหมือนกันทั้งหมด เพราะบางคนก็น่าสงสารครับ เกิดมามีอวัยวะไม่ครบ น้ำหนัก ส่วนสูงก็ไม่เท่ากัน บางคนมีโรคประจำตัวแถมมาด้วย หรือไม่ก็เกิดมาในฐานะ วงศ์ตระกูล ที่แตกต่างกัน แต่ที่เขาประกาศอย่างนี้ เพื่อเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีร่วมกันของคนในชาติ และเป็นการย้ำให้ภาครัฐให้สิทธิ และเคารพในศักดิ์ศรีกับคนที่เกิดมา โดยเท่าเทียมกัน
ส่วนหลังจากนั้น เมื่อโตขึ้นมาแล้ว แต่ละคนก็จะย่อมจะไม่เท่าเทียมกันไปเองตามธรรมชาติครับ บางคนทำดี ได้มียศ มีตำแหน่ง เป็นครู เป็นหมอ เป็นทหาร ตำรวจ หรือตำแหน่งอื่นๆ บางคนก็มีสถานะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นปู่ เป็นย่า ฐานะทางเศรษฐกิจก็ไม่เท่ากัน เรื่องรวย เรื่องจน เป็นสัจธรรม บางคนที่ทำผิดพลาดไป ก็ต้องเข้าคุกเข้าตะราง หรือถูกลงโทษอย่างอื่น เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างของกรรมที่แต่ละคนทำไว้ไม่เท่ากัน ย่อมทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันขึ้นมาในสังคม

ภาพประกอบจาก ptsoccerclub
ทั้งๆ ที่ตอนแรกนั้นเกิดมา “created equal” แท้ๆ แต่เรื่องความแตกต่างนั้นเป็นสิ่งที่ดีนะครับ ลองคิดดูสิครับ การทำงานใหญ่ให้สำเร็จส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่จะต้องทำเป็นทีมทั้งนั้น เช่น การแข่งขันฟุตบอล แต่ละคนเล่นในตำแหน่งที่ต่างกัน เช่น ศูนย์หน้า, ปีกซ้าย-ขวา, กองหลัง,ผู้รักษาประตู ทุกตำแหน่งมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน และมีความสำคัญทุกตำแหน่ง ลองคิดดูสิว่า หากคุณมีศูนย์หน้าที่เก่งในการทำประตู แต่หากไม่มีผู้รักษาประตูที่ดีแล้ว คุณจะชนะในการแข่งขันได้อย่างไร และที่สำคัญหากทีมของคุณมีทั้ง ความสามัคคี ความมีน้ำใจ ความอดทน หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยกันได้ ไม่จำเป็นต้องแตกแยกกัน แม้ว่าจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ
ดังนั้น การที่เราไม่เท่าเทียมกันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ แต่เป็นเรื่องที่ดีและสมควรภูมิใจ แม้ว่าบางครั้งเมื่อมีชัยชนะแล้ว คนที่เป็นกองหน้าอาจจะได้รับค่าตอบแทนมากกว่า ได้รับชื่อเสียงและการสรรเสริญมากกว่า ได้เป็นตัวแทนรับรางวัล ได้รับการโยนขึ้นฟ้าสูงๆ แต่ผมมักจะมองไปที่ความเก่งความสามารถของทีมงานมากกว่า โดยเฉพาะทีมงานกองหลัง ผู้ทำงานเบื้องหลังและปิดทองหลังพระ ไม่ได้มีโอกาสออกมายืนโค้งบนเวทีหน้าสปอตไลท์ แต่ผมเชื่อว่าหลายๆ คนคงมองความสำเร็จของทีมงานด้วยความภาคภูมิใจ
มองย้อนมาในกิจการที่ผมทำอยู่ก็เช่นกันครับ ผมอยากใช้บรรทัดนี้ แสดงความขอบคุณเป็นพิเศษกับทีมงาน Kapook.com ทุกท่าน โดยเฉพาะ กองหลังผู้ปิดทองหลังพระทุกคน เป็นพิเศษ การที่เรามาถึงวันนี้ได้แสดงว่า คุณคือสุดยอดของประเทศในสิ่งที่คุณทำและผมรู้สึกภูมิใจในตัวคุณมากครับ
ภาพประกอบจาก funnybeez
ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเล่นเป็นกองหน้ามาก็เยอะ หากเราทำได้ดีก็มีคนสรรเสริญ หากเราทำผิดพลาดก็มีคนตำหนิมาที่ผมมากเป็นพิเศษ หกล้มขึ้นมาผมก็หัวทิ่มก่อน โดนคู่แข่งเตะตัดขา แอบถีบข้างหลัง ก็เคยโดนมาหมดแล้วครับ ซึ่งในฐานะคนเล่นกองหน้า ผมยินดีรับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ ด้วยความเต็มใจครับ
อีกประโยคที่เขียนดีมาก และแสดงถึงความฉลาดในการเลือกใช้คำอีกเช่นกัน
“They are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty, and the Pursuit of Happiness.”
ลองแปลดูนะครับ endowed by their Creator หมายถึง เราทุกคนได้รับมอบจากผู้สร้างมา (คือพระเจ้า) นั่นคือ สิทธิ ที่เขาเขียนมาสามอย่าง คือ ชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข
โอ้โห.. เขาฉลาดใช้คำอีกแล้วครับ แทนที่จะเขียนว่า “ความสุข” เฉยๆ กลับใช้คำว่า “การแสวงหาความสุข – the Pursuit of Happiness” แปลกันตรงๆ เลยว่า ความสุขนั้น ผู้สร้างหรือพระเจ้าท่านไม่ได้ประทานมาให้นะครับ เราต้องมาดิ้นรนแสวงหากันเองเอง !!!

เรื่องนี้บอกไว้ชัดเจนในภาพยนตร์เรื่อง The Pursuit of Happyness (ชื่อหนังจงใจสะกดผิด) หรือชื่อหนังภาษาไทยว่า “ยิ้มไว้ก่อน พ่อสอนไว้” (2549) ใครที่ชีวิตลำบากเหลือเกิน ท้อแท้ สิ้นหวัง เจียนตาย และยิ่งมีลูกชายด้วยแล้ว ลองหาโอกาสดูหนังเรื่องนี้เถอะครับ แล้วคุณจะร้องไห้ด้วยความรักลูก และเวทนาชีวิตในช่วงที่ตังเองลำบากแบบผม แต่ดูจนจบแล้วก็ยังพอมีความหวังเรืองรอง ขอแค่เรามีศรัทธา และสู้ชีวิตต่อไปเพื่อรอจังหวะที่ฝนซา จะได้เห็นฟ้าใสๆ กับเขาบ้างครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่ดูหนังเรื่องนี้จบ น่าจะมีน้ำตาซึม แต่ก็จะร้องตะโกนในใจว่า “สู้ว้อยยยยย….”
ชีวิตนี้ผมจะไม่ขอเรียกร้องความเท่าเทียมใดๆ ทั้งนั้น ไม่ขอเทียบฐานะกับใครๆ ไม่ขอยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญใดๆ เพราะมันไม่สามารถจะยึดไว้ได้ มียศ-เสื่อมยศ มีลาภ-เสื่อมลาภ มีสรรเสริญ-มีนินทา และไหนๆ จะมีทุกข์แล้ว ก็ขอมีสุขบ้างตามอัตภาพครับ
สำหรับผมและครอบครัว ขอแค่ มีชีวิต (Life) และมี เสรีภาพ (Liberty) ที่ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร
แค่นี้ก็มีความสุข (Happiness) มากมายแล้วครับ ชีวิตเราไม่ต้องการสิ่งปรุงแต่งใดๆ ให้มันเกินจำเป็นหรอกครับ
ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”



July 4th, 2008 at 6:41 pm
ความสุขอยู่ไม่ไกล……แค่มองหาก็เห็นแล้วล่ะคะ
July 4th, 2008 at 7:27 pm
ได้มีโอกาสดู The Pursuit of Happyness แล้วค่ะ เป็นหนังที่ดีมากๆ ดูแล้วร้องไห้เลย ชอบ ชอบ อยากให้คนไทยเราอย่าท้อแท้ต่ออุปสรรคต่างๆ เหมือนในหนังเรื่องนี้บ้าง สู้เขานะคะ
July 5th, 2008 at 1:53 pm
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย ต้องไปหามาดูซะแล้วววว
July 5th, 2008 at 6:16 pm
The Pursuit of Happyness ยังไม่ได้ดูเลย อยากดูๆ
ยิ้มไว้ก่อน พ่อสอนไว้ … เพราะรอยยิ้มเป็นดั่งประตูด่านหน้า ถ้าใครมีรอยยิ้มบนใบหน้า ลองมองรอบๆ ข้างๆ สิจะเห็นว่ามีแต่ผู้คนรายล้อม (คิดเองนะคะ) แต่ขณะเดียวกันถ้าคนเราไม่มีรอยยิ้มอยู่บนหน้า ลองคิดดูว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร
July 5th, 2008 at 7:57 pm
ส่วนตัวคิดถึงคำว่า seize the day จากหนังเรื่อง Dead Poet Society ค่ะ
July 5th, 2008 at 8:02 pm
เรื่องอื่นไม่ค่อยหมั้นใจ แต่ค่อนข้างหมั้นใจว่า หนังเรื่อง “The Pursuit of Happyness” เป็นหนังที่ดี เป็นหนังที่ให้กำลังใจสำหรับคนที่ไม่ยอมแพ้มั๊กๆ คนเราเมื่อมีความตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างแล้วสามารถทำได้ตามที่ตั้งใจไว้นั้นคงเป็นความสุขที่สุดแล้วอ่ะเน้อ ^______^
July 6th, 2008 at 5:40 pm
จะสุข เศร้า เหงา ทุกข์ ก็ยิ้มไว้ก่อนว่างั้น อิอิ
ยิ้มไว้ เดี๋ยวอะไรๆ ก็ดีเองงงงงงงงงงงงง เค่ๆๆๆ
July 6th, 2008 at 11:57 pm
แปะไว้ว่าเข้ามาอ่านแล้วค่ะ …แต่เม้นท์ม่ายออก สมอง error
July 7th, 2008 at 5:56 pm
ยิ้มไว้และโลกจะสวยงาม
July 7th, 2008 at 9:29 pm
ความสุข ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนไกล มันอยู่ที่ใจเรา
จงมองเรื่องเล็กน้อย ด้วยความรัก …
เพียงเท่านี้ เราก็มีแต่ความสุข
และสิ่งที่ดี ๆ ก็จะเข้ามาในชีวิตของเรา
แม้คนอื่นจะมองไม่เห็นในใจเรา แต่เรารับรู้ได้ด้วยตัวเราเอง ว่าเรามีความสุขมากมายแค่ไหน
ค่ะ…
July 8th, 2008 at 7:41 am
ยิ้มไว้…โลกจะแตกก็……ยิ้มไว้ ^_________^
July 8th, 2008 at 1:34 pm
The Pursuit of Happyness ดูแล้วเศร้ามากๆเลย เป็นพ่อที่สู้ชีวิตมากๆ
และไม่ท้อต่อชะตาชีวิต…ถึงแม้จะยิ้มด้วยน้ำตา…แต่มันก็มีความสุขมากมาย ^ _ ^
July 8th, 2008 at 5:48 pm
-_-!…..ส่วนตัวคิดถึงคำว่า seize the day จากหนังเรื่อง Dead Poet Society
July 8th, 2008 at 5:59 pm
ต้องหามาดูให้ได้ ดูแล้วคงรักพ่อเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเนอะ ^_________^
November 15th, 2008 at 11:15 pm
ยิ้มดีครับ
!!
ไม่รุ้สินะมันสื่ออะไรได้หลายๆอย่าง
แค่ emo ยิ้มใน MSN ก็สัมผ้ัสได้ถึงไมตรีจิตแล้วอ่ะ