เลือกเอา กีฬากับพาเที่ยว

February 20th 2009 23
“พี่น้องค้าบ” (เสียงเปิดประตูดังแอ๊ดดด) “ระหว่างกีฬาสี กับไปเที่ยวทั้งบริษัทเนี่ย เลือกเอาละกาน” ติ๊กต่อกๆ
 

“ไปทั้งสองอย่างเล้ย”
โอเคๆ รักพี่เสียดายน้อง และความบันเทิงมันฝังใจ (ไม่ได้ออกตังค์เองนี่นา) ว่าแล้วเทศกาลของบ้านกระปุกก็เริ่มขึ้นกันต้นปี หลังจากที่คนอื่นๆ เขาไปเที่ยวปีใหม่กลับมาหมดแล้ว ถึงคิวพวกเราบ้างล่ะ
 เอาอย่างแรกก่อนเลย “กีฬาๆ เป็นยาวิเศษ” เริ่มจากการประชุมของเหล่าตัวแทน ผู้สมัครใจที่จะอาสาเข้าไปเป็นกรรมการ แบ่งสีแบ่งกลุ่ม ออกไอเดียกีฬาพื้นๆ มาเล่นกัน ขอย้ำว่าพื้นๆ อะไรที่ลอยเหนือพื้นไม่มีนะครับ ถึงแม้ว่ามีหลายท่านเสนอกีฬาบอลลูน, โดดร่ม และเครื่องร่อน

อ้อ! นึกขึ้นได้ ขอเม้าท์หน่อย คนทำงานออฟฟิศเนี่ย สังเกตให้ดี ปีที่แล้วงานเลี้ยงกระปุกน่ะ มีรางวัลพิเศษสำหรับพนักงานดีเด่นสาขาเครื่องร่อนด้วย อิๆ ได้รางวัลเป็นเครื่องร่อนเด็กเล่นจริงๆ หาซื้อมาแจกกันเห็นๆ ก็พี่ท่านเล่นนั่งทำงานไม่ติดเก้าอี้ หาตัวไม่ค่อยเจอซ๊ากที (โดยเฉพาะแผนกที่มีศิลปะในหัวใจ) ถามหาจากหัวหน้าเขาทีไร

“เฮ้ย เจ้า ต. และเจ้า ต. (นามสมมุติ) มันไปไหนฟะ”

หอบังคับการ (หัวหน้าแผนก) ก็จะรายงานทันทีว่า “นักบินที่ 1 (ไอ้ ต.) และนักบินที่ 2 (ไอ้ ต. อีกคน) ลงไปเก็บชั่วโมงบินอยู่ข้างล่างครับผ้ม”

“เฮ่อ เอากะเขาซิ”
           


ปีนี้เรามีอัดฉีดสำหรับสีที่ทำคะแนนรวมของกีฬาทุกประเภท พร้อมกับรางวัลกองเชียร์ของแต่ละสีด้วย ความมันส์อยู่ตรงที่ รางวัลกองเชียร์ ดั๊น แพงกว่ารางวัลแข่งกีฬาซะอีก เอาละครับ เลิกงานจึงมีการยึดห้องต่างๆ ในออฟฟิศ ซ้อมเต้นครับท่านผู้ชม มีการปิดกระดาษหนังสือพิมพ์เต็มกระจกรอบห้องมิดชิด เพื่อป้องการทีมอื่นลอกท่าเต้นอาวุธลับกันน่าดู เพราะข่าวรั่วว่าคะแนนความฮานั้น ให้มากกว่าคะแนนสวยงามเยอะ แต่ละทีมจึงงัดไม้เด็ดกันออกมาเต็มที่ เพราะมีเพลงบังคับ 1 เพลง และเพลงสร้างสรรค์เต็มเหนี่ยวอีก 1 เพลง 

 

                             

และแล้วก็มาถึง วันงานกีฬาสี ^^ เราไปจัดกันที่ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์…. แถววัดเสมียนนารี  ตุ๊งแช่ๆ ตามสไตล์ไทยๆ กีฬาส่วนใหญ่จะเน้นให้เห็นถึงความสำเร็จของการทำงานเป็นทีม ซึ่งบอสเรากล่าวเสมอว่า “ความรักในงาน ความเข้าใจความเป็นตัวตนของกันและกัน และการปฏิบัติต่อผู้ร่วมงาน เฉกเช่นเดียวกับลูกค้านั้น ทำให้ที่ทำงาน บ้านที่สองของเราอบอุ่น ไม่มีฝ่ายบัญชีที่คอยบ่นจุกจิกรำคาญเวลาจะเบิกเงิน  ไม่มีฝ่ายกฏหมายที่คอยซ้ำ กดดัน กันเอง เวลาใครไปทำอะไรพลาดมา อีกทั้งทั้งไม่มีฝ่ายบุคคลที่คอยจับผิด หรือจ้องหักเงิน เป็นต้น ถ้าคุณพูดจาดีๆ ปฏิบัติกับลูกค้าอย่างดีเช่นใด เราก็มีอัธยาศัยไมตรี ต่อเพื่อนร่วมงานเช่นนั้น” ซึ่งก็ถือโอกาสนี้ ขอขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ที่น่ารักของเราทุกคนครับ          

        

   

ขอขอบคุณเพลงประกอบจาก:
เพลง We are the champions: Queen และเพลง แช่แว๊บ(ไม่อยากเป็นพระ): Ost.แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า
 
อือ ลืมบอกไป สาวกระปุกตอนเต้นกองเชียร์นี่ แต่งตัวเริ่ดกันสุดฤทธิ์ แต่รู้สึกไหม ทำไมหนุ่มๆ ถึงได้เห็นสาวออฟฟิศอื่น สวยกว่าสาวในออฟฟิศตัวเองเป็นไหนๆ ขณะที่หนุ่มอื่นๆ ก็มางุ๊งงิ๊งกับหญิงออฟฟิศเราแทน ตกลงมันเป็นเพราะจิตสำนึก หรือรู้เช่นเห็นชาติกันหมดแล้วหว่า (โหวตแล้วเป็นอย่างหลัง 99.99%) 

หลังจากแข่งขันเสร็จ ช่วงค่ำเราก็มีงานจัดเลี้ยงกันที่ดาดฟ้าโรงแรมริชมอนท์ กิจกรรมก็มีทั้งเล่นเกม, แจกรางวัล ดูโชว์ฮาๆ วาดลวดลายกันเต็มที่ ถึงเหนื่อยแต่มีความสุขนะ  
         

และการมีประสบการณ์ที่ดีๆ ร่วมกัน หลายๆ ครั้งก็ช่วยให้เรื่องที่เหมือนจะเป็นปัญหาในการทำงาน หรือการกระทบกระทั่งระหว่างแผนก ก็กลายเป็นเรื่องของเพื่อน หนักนิดเบาหน่อยก็ยังไหว นึกภาพเพื่อนซี้เดินมาตบหัว แล้ววิจารณ์งานเราเสียๆ ดิ ถ้าไม่ใช่เพื่อนนะเอ็ง ต่อให้ติเพื่อก่อก็เหอะ ได้ก่อการทะเลาะวิวาทแน่

Kapook Day

ความสมัครสมานสามัคคี ไม่ได้เกิดขึ้นได้ในวันเดียว ยิ่งทำเว็บไซต์ที่ต้องเอาใจใส่ลงไปในงานแล้วล่ะก็ เหมือนที่ใครสักคนในบริษัทนี่เหละบอกไว้ว่า “การทำให้ใครสักคนรักเรา นี่ว่ายากแล้วนะ แต่การทำให้ผู้ชมเว็บไซต์กระปุกดอทคอม อย่างคุณ ที่กำลังอ่านมาถึงตรงนี้ พร้อมกับคนอีกกว่า 7 ล้านคนที่เข้ามาแวะชมบริการของเราในแต่ละเดือนนั้น รักเรา เป็นเรื่องยากยิ่งกว่า”

“แต่เราพร้อมครับ และเราก็รักคุณ” 

ติดไว้ครึ่งนึงนะครับ ต่อตอนหน้า….ว่าด้วยเรื่องยกโขยงไปเที่ยวเกาะช้างกัน มีเรื่องเล่าให้ฟังด้วยหละ ขอบอกว่า สวย…มาก

ด้วยจิตเริงระบำ
น้องชายนายคนนี้

 

 

 

 

 

ตำนานหลุม 19

January 22nd 2009 71

แหม พอบอกว่าหลุม 19 ล่ะก็ คลิกมากันใหญ่เชียว

เคยสัมผัสกับกอล์ฟกันบ้างไหมครับ อย่างน้อยก็เชื่อว่าไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งล่ะ บางคนก็เล่นกอล์ฟ, นั่งรถกอล์ฟ. ดูรายการกอล์ฟ, เจอไอ้กอล์ฟ, หลีน้องกอล์ฟ (แล้วเมียก็ฟาดด้วยไม้กอล์ฟเป็นของแถม)


ขอบคุณภาพประกอบจาก siofok-aquapark.hu
 

พอคุยเรื่องกอล์ฟ คนส่วนใหญ่ที่พบเจอก็จะบอกว่า เป็นกีฬาที่คนรวยเล่น รวมถึงคนอยากรวย และคนแกล้งรวย หรือจะเล่นเอาใจนาย ก็แล้วแต่จะคิดละครับ ส่วนผมนี่เริ่มจากคิดว่า นี่คงเป็นกีฬาที่ไม่โลดโผน แล้วดูเท่ห์ ว่างั้นล่ะ (เหตุผลดีๆ มีเยอะ ให้คนอื่นเล่าให้ฟังแล้วกัน) เริ่มละนะ

อยากเล่นทำไงทีนี้ สเต็ปง่ายๆ ครับ ต้องทำตัวนัวเนียกับคนที่เล่นอยู่ ก่อนที่เขาจะเริ่มรำคาญ เพราะเราจะยืมอุปกรณ์เค้ามาลองนั่นเอง เวิร์คครับ สำหรับท่านที่จะเริ่มจากวาด-วงสวิงเท่ห์ๆ อย่างในทีวี ขอบอกว่าอย่าไปหัดจากด้ามไม้กวาดหรือ คิวสนุกเกอร์นะครับ มันดูยาจกเกินไป ต้องยืมครับ ยืม พร้อมหาคำอธิบายไว้เช่น “ข้าว่าจะหาไม้กอล์ฟซักชุด ขอลองน้ำหนักของเอ็งดูหน่อยซิ”  หรือ “ไปไดร์ฟหรือ ติดไปด้วยดิ หาไรกิน” เป็นต้น

ถ้าหากที่บ้านมีฐานะ (ยากจน) แต่อยากเล่นละก็ ลืมเรื่องจ้างโปรมาสอนส่วนตัวไปก่อน เอาเพื่อนหรือญาติที่ให้เรายืมไม้นั่นแหละสอนให้ ดูทีวีเยอะๆ  คุณก็จะผ่านด่านแรกคือ ตีโดนลูกบ้างไม่โดนบ้างมาได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากสนามไดร์ฟนั้น (สำหรับคนที่ไม่เคยไป ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร พนักงานของสนามไดร์ฟ , สนามกอล์ฟทุกแห่ง จะใช้คำเรียกนักกอล์ฟหรือลูกค้าว่า “นาย” ทุกคำนะครับ) มีลูกกอล์ฟให้หวดเล่น ถาดละ 20 ลูก ราคา 3 ถาดร้อยบาทโดยประมาณ หวดเข้าไปเถอะ เขาไม่เก็บค่าอื่นๆ อีก นอกจากทิปและอยากกินอะไรอร่อยๆ ไปด้วย

พอเริ่มตีโดน ก็อยากจะเริ่มตีตรง ขอบอกว่าอย่าใจร้อนนะครับ ไม่ง่าย และไม่ยาก ใหม่ๆ จะตีไปโดนหลังคาให้สะดุ้งบ้าง แป้กบ้าง เป็นเรื่องธรรมชาติ คนที่ตีอยู่ข้างๆ ที่เดี๋ยวปิ๊ง เดี๋ยวปิ๊งเนี่ย เคยเป็นอย่างเรามาแล้วทั้งนั้นครับ ไม่ต้องไปอาย อย่าเพิ่งไปหวังระยะ ขอให้ตีตรง ตีโดนก็ปลื้มแว้ว


ขอบคุณภาพประกอบ (ขำขำ) จาก david.stadelmann-online.com 

ว่าเรื่องทฤษฎีมาเยอะแล้ว พักซักนิดกันดีกว่า สำหรับพ่อบ้าน แม่บ้านที่มีความกังวลกับข่าวลือต่างๆ ของวงการกอล์ฟ จะขอบังอาจตอบแบบงูๆ ปลาๆ ดังนี้

ถาม : ไปตีกอล์ฟเนี่ย เป็นข้ออ้างหนีเที่ยวของผู้ชายรึเปล่า
ตอบ : โถๆๆ อย่าคิดมากซิครับ มันเป็นงาน ลูกค้า ผู้หลักผู้ใหญ่ ใครเค้าจะไปเล่นยิมนาสติก หรือค้ำถ่อกันละครับ เล่นไป คุยไป เดินออกกำลังไป ได้รู้จักนิสัยใจคอ ได้แนะนำตัว ได้ดิวธุรกิจด้วย โอกาสก้าวหน้าหรือข่าวดีต่างๆ เนี่ย คนได้คอนเน็คชั่นจากการเล่นกอล์ฟจะรู้ดีครับ

ถาม : แค้ดดี้ที่สนามเนี่ย สวยรึเปล่า
ตอบ : ถังๆๆ เวลาไปจอดรถที่สนาม เขาจะมีคิวแค้ดดี้ให้ แค้ดดี้ก็เป็นคนท้องถิ่นรอบๆ สนามนั่นแหละครับ เกิดการจ้างงาน รายได้เลี้ยงครอบครัว เลิกก็ขี่จักรยานกลับบ้าน สำคัญแค้ดดี้เก่งๆ ที่มีประสบการณ์ต่างหาก ที่จะบอกเราได้ว่า ตียังไง พัตต์แล้วจะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแค่ไหน ไม่ได้มานวดแผนโบราณนะครับ

ถาม : ตอบหน่อยซิ ว่าตำนาน หลุม 19 มีจริงมั๊ย
ตอบ : ไม่เคยเจอว่ามีเรื่องแบบนี้ในสนามกอล์ฟซักทีครับ แต่หลังจากนั้น เค้าไปไหนกันก็ไม่รู้ ไม่เคยชวน ฮือๆ

ถาม : ตอบเอาใจใครป่ะเนี่ย
ตอบ : ใครมานั่งแฉกันเองล่ะ ปั๊ดโธ่

โอ้ว ถ้าพร้อมแล้ว สนใจจะออกรอบ สนามจริงละก็ อย่าไปกลัว ลุยเลย กติกาง่ายๆ ถ้าเค้าบอกหลุมพาร์ 3 ให้ตี 3 ทีให้ลง จะเสมอตัว พาร์ 4 ตี 4 ทีลง หลุมไหนตีได้น้อยกว่าที่กำหนด แปลว่า ดีกว่าตีเกินครับ เช่น พาร์ 4 ตีไป 3 ทีลง คะแนนจะลบ 1 รวมแล้วใครลบเยอะสุดชนะ เย้ ตี 18 หลุม แปลว่าเกินให้น้อยที่สุดนะครับมือใหม่ อย่าไปคิดว่าการตีได้มากครั้งกว่ากันนั้น จะทำให้คุ้มค่าสนามนะ


ขอบคุณภาพประกอบจาก
ehow.com

มาดู 10 คำศัพท์มือใหม่ของนักกอล์ฟประดับพื้นปาร์เก้ เอ้ย พื้นความรู้เล็กน้อย เท่าที่จำเป็น

1.      ก๊วน = ไปตีกันเป็นกลุ่ม ไม่เกิน 2-5 คนกำลังดี

2.      แฮนดี้แคป = แต้มต่อ ที่ต้องขูดเอากับคนอื่นให้มากๆ เพื่อความได้เปรียบ 

3.      กรีนฟี = ค่าสนาม ต่อครั้ง 18 หลุม แต่ละสนามหลักร้อย ถึงหลายพันก็มี

4.      แค้ดดี้ = กรุณาถามชื่อด้วย บางคนชื่อน้องจ๋อม วันนั้นจะตีตกน้ำตลอด

5.      ทหารราบ = ตีแป้ก แต่ลูกวิ่งเลียดพื้นไปข้างหน้า

6.      ตุ่น = ตีขุดพื้นจนโดนตัวตุ่นหัวขาด

7.      โฟร์ = แค้ดดี้จะตะโกนเวลาลูกที่เราตีมีแนวโน้มจะโดนหัวชาวบ้าน

8.      ผ่าน = ก๊วนหลังตีมาเร็ว ให้เขาตีหลุมนั้นแซงก๊วนเราไปก่อน

9.      ถ้วยบู้บี้ = ถ้วยรางวัลสำหรับตำแหน่งรองบ๊วยในการแข่งขัน

10.    เกม = จบเกม อาการบอกว่าไปตีกอล์ฟ แต่เมียแอบเอาผ้าเช็ดหน้าผูกไม้กอล์ฟไว้อันนึง กลับมาถามว่าเห็นผ้าเช็ดหน้ามั๊ย แล้วเราไม่รู้เรื่อง (ประสบการณ์ตรง)


ขอบคุณภาพประกอบจาก webweaver.nu
 

จากที่ได้มีโอกาสไปตีกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพหลายท่าน เพื่อนฝูงที่รักหลายคน พบว่าฝีมือตัวเองไม่พัฒนาเท่าไหร่ แต่ฝีปากนั้นแก่กล้าขึ้นเยอะ ซึ่งต่อให้เก่งแค่ไหนผมก็ไม่กลัว เพราะลูกผู้ชาย ฆ่าได้ หยามไปเหอะ 

แขนซ้ายตึง หน้าต้องนิ่ง ชิงความเก๋า 
ก้นของเรา ก็ต้องโด่ง โก่งตูดเด๋อ
ตีทีไร น้ำทรายป่า หาไม่เจอ
อย่าให้เผลอ ตูจะเก่ง ให้เอ็งดู

ส่วนท่านไหนที่อยากลองเล่นกีฬาประเภทนี้ดู ก็ขอเชิญนะครับ นอกจากจะเป็นการออกกำลังกาย ได้เพื่อน ได้คุยงานไปด้วยแล้ว ยังทำให้เกิดสมาธิที่แน่วแน่  จิตใจมั่นคงด้วย เล่นไปเล่นมาเผื่อได้เป็นโปรกอล์ฟ  ผมจะได้ไปขอสมัครเป็นศิษย์ (แต่อย่าคิดผมแพงล่ะกันนะ ฮ่าฮ่าฮ่า)
 

ด้วยจิตคาราคาซัง

น้องชายนายคนนี้

 

จำเอาไว้ จงจำเอาไว้

November 11th 2008 63

“Remember, remember, the 5th of November

Gunpowder, treason and plot;

I know of no reason, why the gunpowder treason

Should ever be forgot.”
 

จำเอาไว้ จงจำเอาไว้

วันที่ 5 พฤศจิกายน

กบฏดินปืนและแผนทำลายล้าง

ฉันว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้เรา

ลืมเลือนกบฏดินปืนได้ลง
 

ณ ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้เป็นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งผมก็ไม่ลืมว่าคืนนี้จึงต้องลงนั่งเขียน Blog เรื่องนี้ หลังจากที่ดองไว้นานเพราะติดงานสำคัญจริงๆ ครับ

ข้อความที่เขียนไว้ข้างต้นนี้นำมาจากภาพยนตร์เรื่อง “V for Vendetta” ซึ่งเป็นหนังในดวงใจของผมอีกเรื่องหนึ่ง และที่สำคัญผู้กำกับก็เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนังไตรภาคชื่อดัง “The Matrix” อีกด้วย

 

vendetta (เวนเดท’ทะ) n. ความอาฆาตแค้นส่วนตัวหรือระหว่างตระกูล, ความพยายามอันยาวนาน

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากแรงบันดาลใจในการกระทำของชายผู้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ กาย ฟอคซ์ (Guy Fawkes) ซึ่งในปี ค.ศ.1605 ฟอคซ์และผู้สมรู้ร่วมคิดได้คิดแผนการกบฎเพื่อตอบโต้รัฐบาลของ พระเจ้าเจมส์ที่ 1 ที่โกงกินบ้านเมือง เขาและพวกถูกพบตัวในอุโมงค์ใต้อาคารรัฐสภา พร้อมด้วยดินปืน 36 ถัง (เป็นที่มาของชื่อแผนการที่เรียกว่า “แผนดินปืน”) เมื่อแผนแตก ทั้งหมดจึงถูกแขวนคอ ถูกฉีกแขนขาจนถึงแก่ชีวิต

สำหรับหนังเรื่องนี้ ผมขอไม่เล่าเรื่องให้ฟังนะครับ แต่อยากจะขอให้ลองไปหามาดูหากคุณสนใจที่จะได้ดูหนังดีๆ สักเรื่องในยามที่บ้านเมืองกำลังประสบภาวะวิกฤต เผื่อที่จะให้แง่คิดอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับตัวผมเอง ไม่ได้เข้าข้างขั้วทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว ผมได้แง่คิดดังนี้ครับ 

- อย่ามองคนจากภายนอก พระเอกของเรื่องนี้ เห็นทีแรกนึกว่าเป็นตัวร้าย หลายคนที่เห็นปกหรือใบปิดหนังเรื่องนี้อาจจะรู้สึกไม่อยากดู 

- ภารกิจหลักของพระเอก คือ การล้างแค้นส่วนตัว “Vendetta” และเขาก็ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เขาทำนั้น คือการล้างแค้น ซึ่งผมว่าแมนมากๆ ครับ 

- เมื่อเราถูกทำให้ “กลัว” มีทางเดินสองทางให้เราเลือก คือ ยอมจำนน แบบนางเอกของเรื่องในตอนแรก หรือ ต่อสู้อย่างชาญฉลาด มีการวางแผน และมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ อย่างพระเอกในเรื่อง

- รัฐบาลในหนังเรื่องนี้ ขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการทำอาชญากรรมและสิ่งชั่วร้ายอย่างมากไว้ เพื่อสั่งสมความมั่งคั่ง สร้างภาพให้เห็นว่าบ้านเมืองกำลังมีปัญหาและพวกเขาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ขจัดปัดเป่าไปได้ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างปัญหาเอาไว้แต่แรกเพื่อการก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐ และทำเป็นอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาแก้ไขปัญหานั้นทีหลัง

- ผู้นำที่มีความคิดเป็นเผด็จการ แม้จะขึ้นสู่อำนาจด้วยการเลือกตั้งที่มีเล่ห์กลของการก้าวเข้าสู่อำนาจซ่อนเร้นอยู่ ก็ปกครองแบบสวมเสื้อคลุมของประชาธิปไตยเท่านั้น ใครที่คิดแตกต่าง ปฎิบัติไม่ตรงตามกฎที่ผู้นำเผด็จการขีดไว้ ก็จะถูกกำจัด และประชาชนจะปกครองง่ายหากผู้นำเผด็จการคอยสร้างมายาภาพของความกลัวว่าจะขาดท่านผู้นำไม่ได้ ควบคุมและคุกคามสื่อมวลชนให้โฆษณาชวนเชื่อ นำเสนอแต่ด้านดีๆ ของรัฐบาลเท่านั้น

- การล้างแค้นนั้น สิบปีไม่สาย แบบในนิยายจีน และเมื่อประกอบกับความชอบธรรม ที่ประชาชนเห็นด้วยกับอุดมคติอันแน่วแน่การโค่นล้มรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน หากตัวโดมิโนถูกวางไว้อย่างดี และผลักถูกตัว มันจะล้มจนเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อย่างน่าอัศจรรย์

ผมเพียงเล่าแง่คิดจากในหนังให้ฟังนะครับ ขอย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่ได้มีขั้วทางการเมืองขั้วใดทั้งสิ้น นอกจากต้องการเห็นบ้านเมืองของเราสงบสุขและเจริญก้าวหน้าขึ้นในเร็ววันครับ
 

ด้วยจิตคารวะ

“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

 

ศึกวันทรงชัย กระปุก VS สตาร์บัคส์

October 4th 2008 45

จั่วหัวอย่างนี้ อย่าพาลนึกไปว่าเตะกันที่ราชดำเนินหรือลุมพินีนะครับ นัดเตะบอลกระชับมิตรกันครับ ม่ะ มาย้อนกลับไปดูวันแรกที่เราได้ข่าวว่า ทีมฟุตบอลสะท้านโลกันต์ของกระปุก รู้ข่าวคอนเฟิร์มว่า จะมีแมทช์นอกบ้าน โดยน้องต้าร์ที่เคยทำงานกับเรา ตอนนี้ทำอยู่ที่สตาร์บัคส์ เลยชักชวนมาเตะกระชับมิตรซะเลย

ฮ่าๆ ถามว่าเรากลัวมั๊ย ขอบอก ลืมเรื่องแพ้ไปได้เลย … ก็แค่วางแผนกันล่วงหน้าเลยว่า จะหาข้อแก้ตัวอะไรที่อายน้อยที่สุดกันดีกว่า

เนื่องจากเป็นนัดแรกที่เราจะได้เล่นกับทีมอื่น ที่ไม่ใช่เล่นกันเอง เพราะหลังจากก่อนหน้านี้อ้างโน่นอ้างนี่ว่า โห คนเล่นเราเยอะ เดี๋ยวไปเช่าสนามแล้วคนเล่นได้ไม่ครบ ก็สนามฝั่งละ 7 คน เตะกันเองแล้วกัน ใครมาท้าก็บอกปัดไปหลายรายแระ (โธ่ ก็แต่ละราย ทีมเยาวชนมั่ง เพิ่งชนะที่นั่นที่นี่มา 3-0 บ้าง 5-0 บ้าง นึกว่ากลัวเรอะ ก็แค่ไม่เล่นด้วย ฮ่า)


ทุกคนเก็บอาการตื่นเต้นไม่ค่อยอยู่ เริ่มมีชุดทีมสีเขียวที่บริษัททำให้ หลังจากใช้เสื้อแฟนซีตามมีตามเกิดมานาน จนใครๆ เค้าคิดว่าเรามีสปอนเซอร์เยอะ ก็เล่นเสื้อยืดแอนตาซิลเงี้ย เสื้อเอ็ม 150 เงี้ย แหะๆ เกินไป ก็เสื้อทีมบอลต่างๆ เท่าที่ซื้อหากันมาได้นั่นแหละครับ
จากนั้นกระแสข่าวก็เริ่มมาเขย่าขวัญ “เฮ้ย เค้าตัวเจ๋งๆ ทั้งนั้นนะเว้ย” “เดินสายเตะนะเว้ย” “ฟิตด้วยว่ะ” เออ รู้แล้ว เอาไงเอากัน(วะ)

และแล้ว…ก็ถึงวันเตะ ซัก 2 ทุ่ม สนาม พัน 1 ร.อ. ตรงวิภาวดี กระปุกเองขนกองเชียร์บึ้ม กะว่าเอาจำนวนเข้าข่ม ถ่ายรูปหมู่เท่ห์ๆ แล้วก็ลงไปวอร์ม แม่เจ้าโว้ย สนามมันใหญ่กว่าที่เราเคยซ้อมกี่เท่ากันฟะเนี่ย แค่วอร์มก็หิว เอ้ย เหนื่อยแล้ว หันไปดูทีมสตาร์บัคส์ที่มากันเท่าที่จำเป็นจริงๆ ปี๊ดดดดด กรรมการเป่าเริ่มเกม

เป็นไปตามคาดครับท่านผู้ชม!! 10 นาทีแรก โดนไป 2 เม็ด เห็นผู้รักษาประตูเราอวบอิ่มเป็นไม่ได้ หยอดข้ามหัวย้อยๆ สบายๆ (อันนี้ต้องโทษแรงโน้มถ่วงโลกครับ โดดไม่ถึงจริงๆ ไม่เกี่ยวกับน้ำหนัก) กองเชียร์เริ่มสงัด ชลออยู่ “ตุ๊ง” ลูกที่ 3 ตามมา โหย คราวนี้เสียงเชียร์กรี๊ดกระหึ่ม เพราะเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ถ้าไม่กรี๊ดให้ฝั่งโน้น อาจจะไม่ได้กรี๊ดอีกเลย เฮ่อ….เป็ด!

เคยดูบอลแล้วเห็นเขาพับสนามเล่นมั๊ยครับ เค้าพับกันครึ่งสนาม นี่เล่นพับ 3 ส่วนเลย กองหลังคนสุดท้ายของสตาร์บัคส์นี่เลยเส้นครึ่งสนามฝั่งเราเข้ามาพอสมควร ในขณะที่ทีมเรายังคงเปลี่ยนตัวไปเรื่อยๆ เพราะคนเยอะ และหอบ ก็สนามมันใหญ่นี่คับ แถมสตาร์บัคส์ก็ฟิตและเล่นได้ดีจริงๆ แต่ก็มีภาพประทับใจ ที่ผู้รักษาประตูของสตาร์บัคส์กระทบกระทั่งกับกองหน้าเรา จนเข่าบวม พี่เอกหัวหน้าฝ่าย IT Support ช่วยกันประคองกึ่งอุ้มพาไปส่งข้างสนาม ด้วยความเป็นห่วง นี่แหละครับ มิตรภาพและน้ำใจนักกีฬา


ครึ่งหลังแล้ว อยู่ๆ ก็มีเสียงพี่ปุ้มของเราดังขึ้นมา “ถ้าไข่แตก อัดฉีด 5 พัน” น่าน เจ๊สั่งลุย (เสียงใครกระซิบฟะ ว่าเอาไปแบ่งฝั่งนู้นซัก 2 พัน ขอซักลูกได้มั๊ย หยาบคาย) เท่านั้นละคับ แป๊บเดียว เสียงเฮก็ดังลั่น หันไปดูไม่ทันเห็นว่าใครยิง เลยถามน้องสาวกองเชียร์ ได้คำตอบว่า “ผะอั๋วมันค่ะ” แล้วก็ชี้ไปที่นิติกรสาวแม่ลูกอ่อน ที่กำลังทำหน้ากิ๊บๆ ในความปลาบปลื้มที่พ่อสามียิงประตูเก่ง ตอนนี้ 3-1 ครับท่านผู้ชม ปาติหานมีจริงเหมือนโฆษณา “ปุ้ง” 3-2 ครับ ตีตื้นเห็นๆ ความหวังเรืองรอง

แต่แล้ว เหมือนสตาร์บัคส์จะบอกเราว่า หมดโปรโมชั่นแล้วนะ ยิงแบบนิ่มๆไปอีก 2 ประตู เสียงดังมาจากข้างสนามฝั่งโน้นเบาๆ ว่า “พอแล้วๆ เดี๋ยวเจ็บ” เขาน่ะ กลัวนักกีฬาเขาเจ็บ แต่เราน่ะ โดนเจ็บๆ จบไป 5 ต่อสอง ขากลับโทรไปหาที่บ้าน ว่าแพ้ห้าสอง เสียงตามสายให้กำลังใจมาว่า “เหรอ แถวนี้เค้าเดากันว่าซัก 5-0 เก่งนี่”


ขอบคุณสตาร์บัคส์ ที่กรุณามากระชับมิตร ขอบคุณนักฟุตบอลทุกท่าน ขอบคุณกองเชียร์ที่น่ารัก ขอบคุณฟ้าฝนที่เป็นใจ ขอบคุณใครๆ โดยเฉพาะคุณ ที่สนับสนุนเข้าชมเว็บไซต์กระปุกมาโดยตลอด ตั้งใจว่าจะเตะให้ได้ซักเดือนละครั้ง ทีมไหนสนใจติดต่อมาได้นะครับ รักกันๆ แล้วจะรู้ว่า…

“กระปุกทีม ก่อนลงเตะ ไม่กลัวใคร ลงเตะแล้ว ไม่มีใครกลัว”

ด้วยจิตคาราคาซัง

น้องชาย…นายคนนี้

ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class)

September 29th 2008 50


“The Rise of the Creative Class”

“The Rise of the Creative Class” เป็นหนังสือที่วางขายตั้งแต่เมื่อหกปีที่แล้ว สิ่งที่คนเขียนบรรยายในหนังสือนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับผม ผมไม่ชอบชื่อหนังสือเลยให้ตายสิ! เพราะถ้าแปลกันตรงตัว มันคือ “ความรุ่งเรืองของชนชั้นสร้างสรรค์” ในความรู้สึกของผม ผมว่าไอ้เรื่องการแบ่งชนชั้นนั้น เราก็ยอมรับว่ามันมีของมันอยู่ แต่ก็ไม่ควรที่จะเอามาตอกมาย้ำกันขนาดนี้ แต่ก็เอาเถอะครับ อย่าไปสนใจเรื่องของคำศัพท์เลย มันก็แค่สิ่งที่ใช้เรียกเพื่อจะบอกเล่าถึงเรื่องราว ให้เข้าใจกันมากขึ้นเท่านั้นแหละนะ เพราะไม่ว่าเราจะทำงานอาชีพอะไร เราต่างก็มีความสำคัญในสังคมด้วยกันทั้งนั้น  มองง่ายๆ ว่า ถ้าไม่มีชาวนาแล้วเราจะเอาข้าวที่ไหนทานกันล่ะ จริงไหมครับ

ผู้ที่พยายามอธิบายความหมายของคำว่า ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) นี้ก็คือ ศาสตราจารย์ ริชาร์ด ฟลอริดา แห่งมหาวิทยาลัย คาร์นากี้ เมลลอน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มจากประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา ชนชั้นแรงงานอาจจะเคยเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ประเทศไหนมีแรงงานมากก็จะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ แต่นั่นมันกว่า 100 ปีมาแล้วนะครับ ต่อมา พอมีการประดิษฐ์เครื่องจักร ก็กลายเป็นว่าใครมีโรงงานผลิตได้ดีกว่า มากกว่า ก็จะนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศได้ และต่อมาความได้เปรียบ เช่น ทุนที่มากกว่า หรือ เทคโนโลยีที่เหนือกว่า ก็กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศแทน

หนังสือเล่มนี้ได้พยายามบอกเราว่า นวัตกรรม (Innovation) อันเกิดจากความคิดสร้างสรรค์นั้น จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการนำความเจริญมาสู่ประเทศ และครั้งนี้แหละที่ความสำคัญนั้นได้ตกมาอยู่ที่ “คน” มากที่สุด เพราะ ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) ในความหมายของ ศาสตราจารย์ฟลอริดา คือชนชั้นอาชีพ ซึ่งไม่ได้หมายความถึงศิลปินและดีไซน์เนอร์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงผู้ที่ออกแบบสินค้า บริการ และ อื่นๆ ซึ่งได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมาย โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ ซึ่งอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอีกมากครับ เรื่องอาชีพนี่ไม่เกี่ยวกับการจบปริญญาอะไรมาหรอกนะครับ หลายต่อหลายคนที่ผมรู้จักนั้น เป็นครีเอทีฟตัวจริงโดยไม่ต้องมีดีกรีด้านนั้นๆ เลย หรือบางคนก็มีกระดาษเอาไว้แปะข้างฝาเท่านั้น ไม่เคยได้สร้างสรรค์อะไรเลยก็มี  อืม เรื่องนี้อยู่ที่ตัวบุคคลล้วนๆ นะครับ

มีการสำรวจพบว่า ในสหรัฐอเมริกามีคนทำงานถึง 30% ที่จัดเป็นชนชั้นนี้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้ ชนชั้นสร้างสรรค์ (Creative Class) สามารถสร้างผลงานสร้างสรรค์ได้นั้น ผมเชื่อว่ามาจากความหลงใหล คลั่งไคล้ จนอาจเลยเถิดไปถึงขั้น “หมกมุ่น” กับสิ่งที่ตนเองสนใจ ไม่เสียเวลาไปกับความคิดที่เป็นอุปสรรค แต่มุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหา หาวิธีการใหม่ๆ หากรอบให้เจอแล้วลองคิดนอกกรอบดู เพราะความสำเร็จไม่จำเป็นต้องส่งผลทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่รวมถึงผลต่อสังคมด้วย เช่น เราอาจจะสร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมได้จริงๆ และผมเชื่อว่าหากประเทศไทยเรามีคนทำงานต่างๆ ที่อยู่ในชนชั้นนี้เยอะๆ น่าจะก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่าการขายแรงงานราคาถูก และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอีกด้วยครับ แต่หากเราไม่ทำ น่ากลัวว่าอีกหน่อยประเทศอย่าง จีน อาจขยับตัวขึ้นมาจากการขายแรงงานราคาถูก เป็นการขายสินค้าที่มีความคิดสร้างสรรค์ แล้ววันนั้นเราจะหนาววววว รับรองได้

เป็นที่น่าเสียดาย หลายคนที่สนใจอยากจะสร้างนวัตกรรมดีๆ แต่ก็ไปจบลงตรงที่การเรียน การเข้าฟังบรรยาย การไปอบรม การประชุม สัมมนา ระดมสมองเพื่อหา “ไอเดียดีๆ” แต่สุดท้ายก็ไม่มีการสร้างผลงาน ไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างสรรค์ออกมา เคยมีครูฝรั่งคนหนึ่งเตือนสติผมแรงๆ ว่า “หมดเวลาฝัน หยุดฟุ้งซ่าน ได้เวลาลงมือทำแล้ว” ยูต้อง “Get your hands dirty” ลงมือทำงานเถอะ ได้เวลามือเลอะแล้ว ถึงการทำงานจะมีผิด มีพลาด ไม่มีใครทำงานที่สมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่ชิ้นแรกหรอกครับ ผิดขึ้นมาเราก็แก้ไข ทำใหม่ได้ และก็ได้เรียนรู้ไปด้วย และมันต้องสำเร็จสมใจเข้าสักวัน ดีกว่ามัวแต่ฝัน มัวแต่ฟุ้ง อยากทำโน่น อยากทำนี่ ไอเดียดีๆ มีเพียบ แล้วจะให้ใครทำ?

อย่าคิดว่าคุณจะเดิน… เดินไปเลย (ไม่งั้นก็ไม่ได้เดินซะทีมัวแต่คิด)

รองเท้าไนกี้ยังมีสโลแกนบอกว่า “Just do it” ก็แค่ลงมือทำ อยากทำอะไร ทำไปเลย!

พื้นที่โฆษณา : ถ้าใครอยากเริ่มอะไรดีๆ ผมขออาสาสมัครสัก 5 คนนะครับ ใครที่เขียน Blog ไว้อยู่แล้ว อยากจะเชิญไปฟังสัมมนา Creativities Unfold, Bangkok 2008 – Connecting Dots – Business : People : Culture ที่ TCDC วันที่ 2 – 5 ตุลาคม 2551 ณ ห้องนิทรรศการ 2 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม เป็นงานที่เชิญวิทยากรระดับสุดยอดมาบรรยาย ซึ่งเก็บค่าเข้าฟังในราคาที่เทียบกับเนื้อหาแล้ว ถือว่าไม่แพงเลยครับ แต่สำหรับอาสาสมัครทั้ง 5 คน ผมจะให้ทาง TCDC ช่วยเชิญมาครับ เพียงคุณช่วยโพสต์ข้อความไว้ที่ Comment ด้านล่างนี้ว่า ต้องการเข้าฟังสัมมนาและร่วมเขียน Blog เกี่ยวกับงานนี้ ทาง TCDC จะเชิญคุณไปร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใด …รีบหน่อยนะครับ

ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

 
ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เว็บ2.0 | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ ค่ายพุทธบุตรสัญจร | ปรเมศวร์ มินศิริ เปิดตัว browser | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เบราเซอร์พันธุ์ไทย | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ พ.ร.บ.คอมฯ | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เว็บมาสเตอร์ แคมป์