แก้ปัญหา ฝ่าวิกฤต คิดเชิงบวก
July 15th 2008ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา เทศกาลกินปลาประจำปี

ภาพประกอบจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี
อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันนั้น ตั้งอยู่ที่อำเภอค่ายบางระจัน เป็นอนุสาวรีย์แห่งวีรกรรม และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของคนไทย ผู้เป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้รวมตัวกันอย่างจริงใจและฉับพลัน ได้แสดงความกล้าหาญ ความสามัคคี และความรักชาติบ้านเมือง ตั้งค่ายต่อสู้ต้านทานกองทัพพม่าข้าศึก และได้ชัยชนะถึง 7 ครั้ง (จากบันทึกนักปกครอง 2551)
เช้าวันนี้ (14 กรกฎาคม 2551) เป็นวันจันทร์ที่ผมมาแวะทำภารกิจบางอย่างที่จังหวัดสิงห์บุรี ก่อนขับรถกลับมาเข้าทำงานต่อ ในกรุงเทพฯ ซึ่งในวันนี้ก็มีข่าวดีที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติอีกด้วย ที่ชุดประจำชาติของเราชนะการประกวด น่าจะ ส่งผลให้ชาวโลกมองหญิงไทยในแง่มุมที่ดีขึ้น เพราะชุดดูสวยงามแฝงความเป็นนักสู้ ดูทะมัดทะแมงมากครับ รายละเอียดของเรื่องนี้ ทางบรรณาธิการของเราได้เขียนไว้แล้ว ที่นี่นะครับ
เหตุผลที่แวะมาที่ วัดอัมพวัน ที่สิงห์บุรีในวันจันทร์ ก็เพราะมีเรื่องชวนให้ร้อนใจเล็กน้อย โดยที่ผมหาสาเหตุไม่ได้ว่าเพราะอะไร ซึ่งอุณหภูมิก็ไม่ได้ร้อนอะไรมากนะครับแค่พออุ่นๆ จะว่าด้วยเรื่องความโกรธ เราก็ไม่ได้โกรธอะไรแล้วนะ หรืออาจจะเป็นเพราะตัวผมเอง เป็นพวกบ้างาน เน้นทางโลกมากเกินไปทั้งโลกจริงและโลกไซเบอร์ จึงห่างวัดมากไป จนท่าจะไม่ดีแล้วล่ะครับ หลังจากได้โทรปรึกษานี้กับทางผู้ใหญ่ ท่านจึงได้แนะนำให้ผมแวะมาหาคำตอบที่วัดนี้ดูครับ

รูป: พระพุทธรูปปางลีลา เป็นพระพุทธรูปประทับยืน กิริยาเดิน ทรงยกพระบาทขวาจะก้าว ห้อยพระหัตถ์ขวาท่าไกว พระหัตถ์ซ้ายยกเสมอพระอุระ ป้องไปเบื้องหน้า
สำหรับผมแล้ว การได้มาวัดนั้นได้ความรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นๆ มาราดรดในจิตใจ ตั้งแต่เริ่มต้นสวดมนต์อธิษฐานจิต ให้ได้มาพบหลวงพ่อจรัญตั้งแต่คืนวันอาทิตย์แล้วครับ เมื่อมาถึงตอนเข้าวัดระหว่างรอทำบุญกับหลวงพ่อจรัญตอนสิบโมง ผมได้มีโอกาสเดินไปดูรอบๆ ก็ได้เรียนรู้อะไรต่างๆ อีกมากมาย จึงขอเก็บความรู้นั้นมาฝากเพื่อนๆ และน้องๆ ด้วยครับ ซึ่งอันที่จริงแล้วความรู้ด้านธรรมะและประวัติศาสตร์ของผมนั้น ก็แค่หางอึ่ง แต่ไหนๆ ก็แวะมาแล้วผมก็ขอสะบัดหางอึ่งสั้นๆ มาเล่าสู่กันฟังไว้ ณ ที่นี้ด้วยก็แล้วกันนะครับ ผิดถูกประการใด รบกวนท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง

ที่หน้าทางเข้าวัดมีอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) พระนามทางการคือ พระศรีสรรเพชญ์ หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ แต่เราเรียกติดปากว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ให้ได้สักการะ ขอนำภาพมาฝากท่านที่มีศรัทธา และต้องการจะสักการะด้วยนะครับ โดยเมื่อได้อ่านพระราชปรารถที่สลักบนแผ่นหินด้วยแล้ว ผมจึงได้รำลึกว่าการที่เรามีประเทศชาติให้อยู่กันสบายๆ และมีพระศาสนา ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้ร่มเย็นในวันนี้นั้น ต้องแลกมาด้วยความทุกข์ยาก ขององค์พระมหากษัตริย์ไทยทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกพระองค์รวมทั้งพระเจ้าตากของเราด้วย ที่ได้กู้ชาติและศาสนาไว้ให้เราคนรุ่นหลังได้อยู่สบาย

ภาพประกอบ: (โปรดสังเกตดีๆ ในแผ่นหิน จะมีเงาตะคุ่มๆ ของหมีควาย เอ๊ย ตากล้องซ่อนอยู่ด้วย)
ในท่อนที่สองท่านจึงได้ปรารถนาที่จะให้ชาติและศาสนา อยู่ยืนยงไปอีกถึงห้าพันปี จึงได้ให้แนวทางการประพฤติที่ท่านว่าเหมาะสม และน่าชื่นชมตามรอยพระศาสดาได้กล่าวไว้
ส่วนท่อนสุดท้ายนั้นซาบซึ้งมากครับ เพราะพระองค์ว่าหากคิดถึงพระองค์ พระองค์ท่านก็จะอยู่คู่กับพวกเราและ พระองค์ท่านได้บอกพวกเราอีกว่า ชาติและศาสนานั้นขอให้อยู่คู่กัน และพระศาสนานั้นอยู่คู่กับองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งทั้งสามสถาบันนี้อยู่คู่กันกับเราคนไทยมานานแล้ว อันจะระลึกได้ตามความหมายของสีบนธงชาติไทย
เมื่อได้อ่านข้อความบนแผ่นหินนี้แล้ว จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนเจตนารมณ์ของพระเจ้าตาก หรือต่อมาคือ องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เป็นอย่างดี ข้อความที่ได้เห็นเป็นข้อความที่คิดในเชิงบวกโดยทั้งสิ้น ซึ่งเป็นวิธีคิดของผู้นำ ที่กำชัยชนะมาแล้วในหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะมีวิกฤตเพียงใด เช่น ต้องนำกองทหารแค่น้อยนิดเมื่อเทียบกับกองทัพของข้าศึก ในการจะตีฝ่าวงล้อมวิกฤตเพื่อพลิกเป็นโอกาส ในการกู้ชาติขึ้นมาให้รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่าได้สำเร็จ
คำว่า เรียนรู้ตลอดชีวิต นั้น คือ การที่เราเปิดใจพร้อมจะเรียนทุกเมื่อ เช่นคนที่โตเป็นควายแล้วอย่างผมยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้เลยครับ และที่สำคัญ เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากทุกสิ่ง ทุกอย่างรอบตัวเรา วันนี้ผมขอพามาเรียนรู้จาก “ถังขยะ” ในวัดอัมพวัน ด้วยกันนะครับ

บนถังขยะข้างกุฎิ ได้มีข้อคิดที่สอนให้ผมรู้ว่า อย่าไปตั้งความหวังไว้สูงส่งมากกับใครสักคน โดยเฉพาะคนที่เราคิดว่าดี ว่าเขาจะต้องเป็นยังงั้น ยังงี้ เพราะเราอาจจะผิดหวังเองก็ได้นะครับ สู้เราดูคนไปตามเนื้อผ้าดีกว่า … (คิดถึงเพลงเฉลียงอีกแล้ว…”คนทุกคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร”)
สำหรับหลวงพ่อจรัญและวัดอัมพวัน ที่สิงห์บุรีนั้นมีชื่อเสียงและมีศิษยานุศิษย์มากมายทั่วประเทศ ผมจึงไม่จำเป็นต้องเขียนบรรยายมากนัก เพราะมีเว็บไซต์ที่มีข้อมูลที่ดีอยู่เรียบร้อยแล้ว สามารถคลิกไปชมกันได้ที่ เว็บไซต์ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) กันนะครับ

ภาพประกอบจาก สุทัสสาดอทคอม หลังจากที่ผมได้รับกระแสเมตตาธรรมจากหลวงพ่อ
และได้มีโอกาสอ่านเอกสารที่มีผู้ใจบุญพิมพ์แจกไว้ด้วยแล้ว ผมก็ได้เกิดความเข้าใจในบางเรื่องมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผมได้ซื้อมาจากร้านภายในวัด ชื่อหนังสือ “การสร้างสันติภาพโลกแบบยั่งยืน” เขียนโดย รศ.ดร. สุจิตรา อ่อนค้อม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฐธนบุรี เมื่อพลิกไปอ่านประวัติในเล่มแล้ว ผมถึงกับขนลุกด้วยความดีใจและภูมิใจแทนคนไทยทั้งชาติเลยครับ เนื่องจากหนังสือเล่มนี้แปลจากบทความที่อาจารย์สุจิตรา ได้เขียนขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ จนสามารถชนะเลิศการประกวดบทความ “สันติภาพโลก” ขององค์กรนักคิดใหม่ที่ประเทศแคนาดา คว้ารางวัลถึง 4.4 ล้านบาทในปี 2546 แต่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจ มากกว่าเรื่องของเงินทองคือ การที่คนไทยโดยเฉพาะผู้หญิงไทยได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติในระดับนานาชาตินี่สิครับ ซึ่งที่ผ่านมาจะคัดเลือกผู้ชนะสามคน แต่ปีที่อาจารย์ได้รางวัลนั้นมีผู้ชนะเพียงคนเดียว และ์นอกจากจะเป็นคนไทยคนแรกแล้ว ยังเป็นคนเอเชียคนแรกที่ชนะและได้รางวัลนี้ด้วยครับ ยิ่งไปกว่าันั้นที่ผมซาบซึ้งมากก็คือ อาจารย์ได้ตั้งใจนำเงินส่วนหนึ่ง ไปทำบุญที่วัดอัมพวันและจัดกิจกรรมวิปัสนาที่วัดสามชุกด้วย (สาธุ..)
พอมาคิดอีกมุมหนึ่งก็ยิ่งเศร้าใจ เรื่องดีๆ แบบนี้ ฝรั่งมังค่ายกย่องให้เป็นของดีเลิศ ป่านนี้คงมีคนอ่าน และเอาหลักการไปใช้กันมากมายทั่วโลก แต่มาค้นทางเน็ตกลับไม่เจอ ข่าวทางสื่อมวลชนหลักของไทยสักเท่าไรเลย แล้วของดีๆ แบบนี้จะทำอย่างไร คนไทยถึงจะเห็นค่า โดยเฉพาะเด็กไทยที่จะเป็นอนาคตของชาติจะเติบโตไปแบบใช้สันติ หรือใช้กำลังในอนาคตต่อไป จึงขอให้ผู้ที่สนใจลองสั่งซื้อดูได้นะครับ ผมเปิดดูจากปกใน เห็นว่าเป็นการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2546 ราคา 145 บาท จัดจำหน่ายโดย ธรรมสภา โทร 0-2441-1588
ภาพประกอบจาก เว็บไซต์พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)
เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ อาจารย์ได้แรงบันดาลใจมาจากพระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือ หลวงพ่อจรัญ ที่ทางอาจารย์ได้ไปปฎิบัติธรรมกับหลวงพ่อมานานกว่า 20 ปีนี้เอง จึงทำให้ได้แนวคิดเรื่องกรรม เรื่องพระพุทธศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนเรื่องนี้ ซึ่งสาระสำคัญของความเรียงเรื่องนี้โดยสรุป จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ “ทันสมัยมากๆ” แม้ว่าจะเขียนไว้หลายปีแล้ว คือประเด็น ที่โลกมนุษย์กำลังขาดสันติภาพในปัจจุบัน มนุษย์เบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบธรรมชาติ สภาวะแห่งความขัดแย้งและสงคราม การเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ การใช้เทคโนโลยีเกินความพอดี การแก่งแย่งผลประโยชน์ ระบบนิเวศวิทยากำลังถูกทำลาย โรคภัยคุกคาม ฯลฯ
ในหนังสือเล่มนี้ได้บอกคำตอบที่ผมสงสัยและกำลังค้นหาคำตอบนี้ โดยในหน้าที่ 3 บรรทัดแรกได้เขียนเอาไว้ว่า
“จริงๆ แล้วเราเป็นอะไรกันแน่? คำตอบก็คือ เราไม่รู้จักเอาชนะตัวเอง ในศตวรรษที่ผ่านมา เรามุ่งแต่จะเอาชนะธรรมชาติ แต่ไม่เคยคิดที่จะเอาชนะตัวเองเลย…” และยังมีขยายความต่ออีกมากซึ่งยิ่งอ่านก็ยิ่งกระจ่างมากขึ้น
หลังจากอ่านจบไปบ้างแล้วคำตอบก็ผุดมาในหัวสมองทันที เพราะถึงแม้ว่าจะควบคุมความโกรธได้บ้างแล้ว รัก โลภ หลง ก็ปลงได้บ้างแล้ว แต่ “ความเกลียดชัง” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เรายังต้องเอาชนะมันให้ได้ เพราะเผลอแป๊บเดียวเท่านั้นเจ้าความเกลียด ความชัง นี้เองมันก็อาจจะมาเกาะกุมจิตใจเราเข้าแล้ว เราอาจคิดถึงอีกคนหนึ่งว่า “เฮ้ย ทำไมทำกันถึงขนาดนี้ด้วยล่ะ น่าเกลียดจัง” แล้ว เราก็ปล่อยให้ความเกลียดชังเข้าครอบงำจิตใจเรา หนักหน่อยก็ถึงขั้นคิดจะฆ่าฟันกัน ทำสงครามกัน หรือให้ร้ายป้ายสีกัน หรือแม้แต่การอัดกันแบบ “ขอเอาคืนซักทีเถอะน่า” เล่นกันคนละตุ้บ คนละตั๊บ มันก็เลยไม่จบกันซะที
ตรงคำนำในหนังสือของอาจารย์สุจิตรา มีพระพุทธวจนะเขียนไว้อยู่ ซึ่งน่าจะเป็นทางออกของการลดความขัดแย้งได้ดี ซึ่งผมและทีมงานขอเอาชนะใจตัวเองให้จงได้ และขอน้อมรับแนวคิดนี้มาปฎิบัติ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตและในหน้าที่การงานสืบไปครับ
“เขาได้ด่าเราแล้ว เขาได้ตีเราแล้ว เขาได้ผจญเราแล้ว เขาได้ลักของเราไปแล้ว” ผู้ใดผูกความโกรธไว้อย่างนี้ เวรของเขาย่อมไม่ระงับไป
“เขาได้ด่าเราแล้ว เขาได้ตีเราแล้ว เขาได้ผจญเราแล้ว เขาได้ลักของเราไปแล้ว” ผู้ใดไม่ผูกความโกรธไว้อย่างนี้ เวรของเขาย่อมระงับไป
อยากฝากแง่คิดไว้ตอนท้ายนี้ว่า คนเราเกิดมาอย่าไปกลัวปัญหา แบบที่เพลงของพี่อัสนี-วสันต์เคยร้องไว้ว่า “ปัญหามา… ปัญญามี (นะ)” เพราะชีวิตคนเราคงหนีปัญหาไปไม่พ้น เราต้องหาทางแก้ปัญหานั้นให้ได้ครับ และหากปัญหามันหนักหนาเหลือ เกินจนกลายเป็นวิกฤติ ผมก็อยากให้ทุกคนรำลึกถึงวีรกรรมของพระเจ้าตาก แล้วร่วมใจสามัคคีตีฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้ และที่สำคัญคือ การคิดเชิงบวก สร้างกำลังใจให้เรารวมพลังกายพลังใจทุ่มเททำในสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ความคิดทางลบ มาฉุดหรือมารั้งให้ เราจมอยู่ในเรื่องที่เราอยากจะฝ่าให้พ้นไปเลยนะครับ
ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”




July 15th, 2008 at 5:23 pm
เอาชนะตัวเองเนี่ยแหละ เรื่องยากเลยล่ะ…
July 15th, 2008 at 5:27 pm
ความกลัวเป็นหนทางสู่ด้านมืด ความกลัวทำให้โกรธ โกรธทำให้เกลียด เกลียดทำให้เกิดทุกข์
จงเป็นสุขด้วยผู้ที่อยู่รอบข้าง แล้วเปลี่ยนเป็นพลัง จงอย่าคร่ำครวญ อย่าห่วงหา การยึดติดนำไปสู่ริษยา นั่นคือเงามืด แห่งความโลภ จากคำสอนอาจาร์ย โยดา
July 15th, 2008 at 5:29 pm
อยากไปวัดนี้จังเลยค่ะ … ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองใจร้อนๆ ยังไงไม่รู้เหมือนก้นค่ะ อาจจะคิดเรื่องงานเยอะมากไปหน่อย เฮ้อ… อยากปล่อยๆ วางๆ เหมือนกันค่ะ
July 15th, 2008 at 5:40 pm
โอ้โฮ…อ่านแล้วบรรลุเลย…เชื่ออย่างหนึ่งว่าปัญหามีไว้ให้แก้ อย่ากลัวค่ะ เพราะมันจะแวะเวียนเข้ามาทักทายชีวิตเราอยู่บ่อยๆ ส่วนเรื่อง positive think นี่พยายามกันเข้าไปค่ะ เราเองก็พยายามอยู่ แต่เจ้าความคิดเชิงลบนี่มันเก่งกาจจริงๆ นะ เอาชนะความคิดเชิงบวกได้อยู่เรื่อยๆ เลยแฮะ…55++
July 15th, 2008 at 5:41 pm
อ่านจบแล้วมีความรู้สึกเลยว่า…ธรรมะหรือสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเจริญขึ้นนั้น อยู่ไม่ไกลตัวเราเลย หากเรารู้จักหยิบฉวยให้เกอดประโยชน์ ไม่มองข้ามว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือเข้าถึงยากซะก่อน
July 15th, 2008 at 5:46 pm
เห็นด้วยกับการคิดเชิงบวก เพราะเคยอ่านหนังสืออยู่เล่มนึงค่ะ เค้าเขียนว่า เมื่อคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ก็จะมีแต่เรื่องดีๆวิ่งเข้าหา
July 15th, 2008 at 6:00 pm
อันคนดีที่เราเห็น อาจไม่เป็นอย่างที่เราคิด…
และ คนที่เราเห็นว่าไม่ดี (หรือสังคมตราว่าเป็นคนชั่ว) อาจไม่เป็นอย่างที่เราคิดเช่นกัน…
นึกถึงเพลงของวงเฉลียงที่เคยอ่านใน blog ของคุณเหมือนกัน… (ที่จำได้ขึ้นใจ เพราะชอบ)
“เหตุนำนั้นพันหมื่น อื่นๆ อีกมากมาย”
July 15th, 2008 at 6:01 pm
ใช่เลย เราไม่รู้จักเอาชนะตัวเอง แต่คิดแต่จะเอาชนะคนอื่น ก็มันตัดกิเลสไม่ได้นี่นา
July 15th, 2008 at 6:15 pm
ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้เสมอ จริงๆ นะ แต่บางปัญหาของผมบางทีทางแก้มันก็ต้องรอน๊านนาน แหะๆ BTW, ในเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องสู้กันต่อไป Life goes on …
July 15th, 2008 at 7:29 pm
อยากให้ นายก ทั้งคนปัจจุบัน และอดีตนายก ได้อ่านเรื่องนี้แล้วคิดได้แบบนี้บ้างเหลือเกิน
ชวนทีมงานพันธมิตร และ นปก. มาอ่านกันด้วยยิ่งดีนะ
July 16th, 2008 at 12:43 pm
เอ่อ… ใครอ่านหนังสือของอาจารย์ สุจิตรา แล้วบ้าง มาสรุปให้ฟังบ้างดิค๊าบบ
ขอเป็นประเด็นสั้นๆ ไล่เป็นข้อๆ ไปก็ได้ค๊าบบ
เป็นพระคุณอย่างสูง
July 16th, 2008 at 4:13 pm
ขอให้บ้านเมืองจงสงบสุขซะที…
อยากให้รัฐบาลมาอ่านบ้างจะได้เลิกทะเลาะกันซะที…
อยากให้คิดบวกกันเยอะๆ….
July 16th, 2008 at 4:32 pm
เมื่อไหร่บ้างเมืองจพสงบสุขซะทีนะ สงสารคนที่อยู่3จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะทหารผู้เสียสละทั้งหลายที่ต้องเสี่ยงชีวิตทุกวัน เห็นมีข่าวเกือบทุกวันเลย เมื่อไหร่จะสงบน๊า…
July 16th, 2008 at 7:35 pm
นั่นสินะ ทำไมคนเราถึงจ้องจะเอาชนะกันอย่างเดียว จริงๆ แล้วพูดจากันดีดีก็ได้นี่นา แต่ก็นะ พวกที่พูดดีด้วยแล้วไม่สำนึกก็มี เฮ้อ…เหนื่อยใจจังนุ
April 23rd, 2009 at 5:17 pm
เราพึงปฏิบัติแต่อันเป็นกุศล สิ่งที่เป็นอกุศลเราพึงละทั้งสิ้น
เรามิได้เลือกเวลาและวิธีการปฏิบัติ และไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าการปฏิบัติจะต้องเป็นวิธีเหล่านี้เท่านั้น
เรามิได้ยึดมั่นในความคิดเหล่านั้นว่า เป็นของใคร เป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นเรา
เราพึงพูดที่เป็นประโยชน์ แม้ว่าคนบางเหล่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม
เราพึงพูดในความเป็นจริงอยู่เสมอ แต่เราจะไม่พูดความเป็นจริงที่ทำให้เขาแตกแยกกัน มีแต่จะพูดให้เขาสามัคคีกัน แม้ว่าคนเหล่านั้นจะชอบหรือไม่ก็ตาม
ทุกสิ่งในโลกย่อมผันแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา เพราะความเปลี่ยนไปเหล่านั้นทำให้เป็นทุกข์ และมีการเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา จึงไม่มีตัวตนที่จริงแท้ ดังนั้นจึงมิได้มีสิ่งใดๆในโลกที่ควรยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นความสุข เป็นของเรา เป็นตัวเรา