จงรู้สึกกระหายและโง่เขลาอยู่เสมอ – Stay Hungry, Stay Foolish.

June 12th 2008


สตีฟ จ็อปส์ (Steve Jobs) ชื่อนี้ไม่ธรรมดาแน่ครับ น้องๆ รุ่นใหม่อาจจะรู้จักผลงานของเขาดีจาก ไอโฟน – iPhone โทรศัพท์มือถือที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำรายได้ให้กับบริษัท Apple เป็นอย่างมาก
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต ตัวผมเองก็เคยเป็นลูกค้าของเขา เนื่องจากคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ผมใช้คือ Apple II ช่วงที่ผมเริ่มหัดเขียนโปรแกรมภาษา Applesoft BASIC ด้วยการศึกษาจากตำราของพันตรีประพัฒน์ อุทโยภาศ ซึ่งผมเคารพนับถือ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แก่ผม และอีกหลายๆ คนในแวดวงคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น เป็นช่วงที่เครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Apple ได้รับความนิยม ก่อนการมาถึงของเครื่อง IBM PC และโปรแกรม Microsoft Windows ด้วยครับ

สตีฟ จ็อปส์ ผู้มีวิสัยทัศน์ ก็เป็นผู้ริเริ่มระบบติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟฟิคมาก่อน ในเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอช แต่หลังจากที่ PC (คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล – Personal Computer) และโปรแกรม Windows ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ประกอบกับการบริหารงานที่ยากลำบากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้สตีฟ จ็อปส์ ถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งมากับมือ

แล้วเหตุใดวันนี้ สตีฟ จ็อปส์ จึงกลับมาผงาดในวงการได้อย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะในวงการคอมพิวเตอร์เท่านั้น สตีฟ จ็อปส์ ยังเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถปฎิวัติวงการคอมพิวเตอร์อนิเมชั่น โดยดำรงตำแหน่ง Chairman และ Chief Executive Officer ใน Pixar Animation Studio ที่เขาซื้อต่อมาจาก Lucasfilm ในปี 1986 ซึ่งได้ผลิตภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นดังๆ มากมายให้โลกได้ตะลึง เช่น A Bug’s Life หรือ Toy Story 2 รวมทั้งเป็นผู้พลิกโฉมการฟังเพลงแบบดิจิตอลด้วยเครื่องเล่น iPod จนมาถึงวงการโทรศัพท์มือถือกับเครื่อง iPhone ที่สวย ใช้ง่าย ถูกใจหนุ่มสาวยุคใหม่ รวมถึงผู้ใช้ที่ชอบความอินเทรนด์


ครั้งหนึ่ง สตีฟ จ็อบส์ ได้เคยถ่ายทอดประสบการณ์ในการปาฐกถาพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อเดือนมิถุนายน 2005 ได้อย่างน่าสนใจ จากนั้น ในปีเดียวกันนั้น ปาฐกถาของเขาก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นบทความลงในนิตยสาร Fortune ฉบับเดือนกันยายน ซึ่งเป็นที่ฮือฮาอย่างมากจนมีการโพสต์ตาม Blog กระจายไปทั่วโลก


Steve Jobs Stanford Commencement Speech 2005 – “Stay Hungry, Stay Foolish”



+ เรื่องแรก… เป็นเรื่องของการมองเส้นทางเดินของชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งมันเป็นคล้าย ๆ การต่อเชื่อมจุดให้เป็นรูปร่าง +

ผมดรอปจากมหาวิทยาลัย Reed หลังจากเข้าเรียนได้เพียง 6 เดือน แต่ก็ยังเตร็ดเตร่อยู่ในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือน ก่อนที่จะออกมาจริง ๆ ถามว่าทำไมผมถึงดรอป บางทีเรื่องนี้อาจจะเริ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดด้วยซ้ำไป แม่ของผมเป็นสาวรุ่นที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและไม่ได้แต่งงาน เธอตั้งใจว่าจะยกผมให้คนที่ต้องการเด็กรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เธอมีเงื่อนไขในใจที่ค่อนข้างแรงกล้าว่า จะยกผมให้กับคู่สามีภรรยาที่ต้องจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตอนแรกผู้ที่จะรับผมไปอุปการะนั้น เป็นคู่ของทนายความกับภรรยา แต่ปรากฏว่าตอนผมคลอดนั้น ทั้งสองก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันว่าอยากได้เด็กผู้หญิง ผมก็เลยมาเป็นลูกของพ่อแม่ผมในขณะนี้ ตอนนั้นท่านทั้งสองอยู่ในรายชื่อถัดไป ที่ต้องการรับเด็กไปเลี้ยง พอคู่ของทนายปฏิเสธ ก็เลยมาถึงคิวของท่าน แต่ปัญหาก็คือ..พ่อแม่ผมไม่ได้จบมหาวิทยาลัย ในหนแรก แม่ผมจึงไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ยอมเพราะพ่อแม่ผมให้สัญญาว่า จะส่งผมเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อผมโตขึ้นอย่างแน่นอน

ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังซักเรื่อง มหาวิทยาลัย Reed ในตอนนั้นอาจจะเรียกได้ว่ามีคอร์สสอนการออกแบบตัวอักษร (calligraphy) ที่ดีที่สุดในอเมริกาก็ว่าได้ ป้ายหรือโปสเตอร์ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยจะถูกออกแบบอย่างสวยงาม ผมตัดสินใจเข้าเรียนวิชานี้ เนื่องจากไม่ต้องลงเรียนวิชาปกติ หลังจากดรอปไว้ ผมได้เรียนรู้ตัวอักษร serif และ sans serif ได้รู้เรื่องการจัดวางช่องไฟ การผสมผสานตัวอักษรขนาดต่าง ๆ กัน ให้งานออกมาดูดีที่สุด มันเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงความสวยงาม มีที่มาที่ไป และมีศิลปะแบบที่วิทยาศาสตร์ก็สอนเราไม่ได้ มันสุดยอดจริง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในชีวิตผมเลย

จนกระทั่งสิบปีต่อมาเมื่อเราออกแบบคอมพิวเตอร์ แมคอินทอชเครื่องแรก นั่นแหละวิชาที่เรียนตอนดรอปถึงช่วยได้จริง ๆ ทุกท่านคงเห็นเครื่องแมคฯ ที่มีตัวฟอนท์ที่สวยงาม

นี่ถ้าผมไม่ได้ลงเรียนวิชาการออกแบบตัวอักษร (Calligraphy) ในตอนนั้นแล้ว เราก็คงไม่มีเครื่องแมค อย่างที่เราเห็นในวันนี้ และความจริงก็คือถ้าวินโดวส์ไม่ลอกเราในวันนั้น (เสียงปรบมือและฮากันสนั่น….) พีซีในยุคปัจจุบันก็จะไม่มีตัวฟอนท์อย่างนี้ก็ได้ ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะผมลงเรียนวิชาคัดลายมือครั้งนั้นทีเดียวจริงๆ

แน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถต่อเชื่อมจุดเป็นรูปร่างได้เมื่อผมอยู่ที่ Reed แต่เมื่อตอนสิบปีผ่านไปทุกอย่างก็เห็นได้ชัด ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้โดยการมองไปข้างหน้า เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อเรามองย้อนหลังไป (ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงเวลาเราเชื่อมจุดเป็นรูปต่าง ๆ ถ้าเราเอากระดาษปิดจุดที่เราต่อมาแล้วเราจะต่อไปข้างหน้าไม่ถูก) ฉะนั้นขอให้เชื่อว่าจุดต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้น อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในวันข้างหน้า เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจ ชะตาชีวิตหรือกรรม อะไรก็ได้ วิธีคิดแบบนี้ไม่ทำให้ผมผิดหวังท้อแท้ แต่กลับสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตผมมากมาย


+ เรื่องที่สองที่จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความรักและการสูญเสียครับ +

ผมโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรักที่จะทำตั้งแต่วัยหนุ่ม วอซ (Stephen Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple) กับผม เริ่มทำคอมพิวเตอร์แอปเปิลกันที่โรงรถของพ่อแม่ผม ตอนผมอายุ 20 เราทำงานกันอย่างหนัก ภายในระยะเวลา 10 ปี แอปเปิลที่เริ่มจากเราสองคนในโรงรถเติบโตขึ้น มีสินทรัพย์ถึง 2,000 ล้านเหรียญ มีพนักงานกว่า 4,000 คน เราเพิ่งสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดคือ แมคอินทอช

ตอนผมเพิ่งย่างสามสิบ แต่ผมกลับถูกไล่ออก หลายคนอาจสงสัยว่าผมถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งมาได้ยังไง คือเมื่อแอปเปิลเริ่มเข้าที่และเติบโต เราก็หาคนที่เราคิดว่าเก่งมาร่วมบริหาร แรกก็ไปได้ดี แต่พอซักพัก วิสัยทัศน์เราก็เริ่มไม่ตรงกันหนักเข้าก็กลายเป็นความขัดแย้ง และในที่สุดคณะกรรมการบริหารก็เลือกข้างเขา และผมก็เป็นฝ่ายต้องออกมา เป็นการออกที่คนรู้กันทั่วไปใหญ่โต สิ่งที่เป็นหัวใจในชีวิตของผมมลายหายไป ชีวิตผมเหมือนไม่เหลืออะไรเลย

ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรอยู่หลายเดือน ผมรู้สึกว่าผมได้ปล่อยให้ความเป็นเจ้าของกิจการหลุดลอยไป ทั้ง ๆ ที่มีโอกาส ช่วงหลังผมได้พบกับ David Packard (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง HP) และ Bob Noyce (หนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้ง Intel) เพื่อขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น คนทั่วไปมองว่านี่เป็นความล้มเหลวของผม จนผมคิดจะออกจากธุรกิจไอทีนี่แล้ว แต่แล้วผมก็รู้สึกว่าเริ่มคิดอะไรบางอย่างได้ ผมยังรักในสิ่งที่ผมทำ สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิลไม่ได้ทำให้ความรักของผม กับคอมพิวเตอร์ลดลงแม้แต่น้อย ถึงผมจะถูกปฏิเสธ แต่ผมก็ยังรักมัน ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามามองตอนนี้ การออกจากแอปเปิล กลับถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม ความรู้สึกหนักอกที่แบกรับไว้ว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ กลับถูกแทนที่ด้วยการที่ไม่มีอะไรต้องเสีย จากการที่เป็นผู้ที่เริ่มต้นใหม่ ผมกลายเป็นคนที่จะไม่มั่นใจกับอะไรมากจนเกินไป และที่สำคัญ มันเป็นการปลดปล่อยตัวเอง ให้เข้าสู่ช่วงที่ถือว่ามีพลังสร้างสรรค์มากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต


“ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจากแอปเปิล ถือว่าเป็นการให้ยาที่แรงสุด ๆ แต่ก็ถือว่าถูกกับคนไข้ บางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขออย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ผมก้าวหน้ามาถึงวันนี้ได้ ก็เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทำ พวกคุณต้องค้นหาว่าคุณรักอะไร
ความจริงมันก็คล้าย ๆ กับการหาแฟนซักคนนั่นแหละ จะว่าไปแล้วการทำงานนี่ถือเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตของเรา ทางเดียวที่จะทำให้เรามีความพึงพอใจสูงสุดก็คือ การได้ทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ มีความหมาย และการที่จะทำให้การทำงานที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสำเร็จก็คือ การรักในสิ่งที่ทำ …ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จงค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งหยุด คุณจะรู้ได้ด้วยใจคุณเองเมื่อคุณค้นพบมัน และมันจะทำให้เราดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจงค้นหาต่อไป”


+ เรื่องที่สาม… ที่จะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย +

เมื่อตอนอายุ 17 ผมอ่านเจอคำพูดของคน ๆ หนึ่งพูดไว้ว่า
“ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวัน เหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน” ผมประทับใจมาก และตลอด 30 ปีตั้งแต่นั้นมา ผมจะมองกระจกและถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม ผมอยากทำอะไร และวันนี้จะทำอะไรบ้าง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบออกมาว่า ไม่รู้จะทำอะไรติดต่อกันหลายๆ วัน ผมรู้ว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว
การระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องตายเร็ว ๆ นี้เป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ที่ผมใช้ในยามต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิต เพราะเกือบจะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังต่าง ๆ จากคนภายนอก ความภาคภูมิใจ การกลัว การเสียหน้า หรือล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้น เมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย มันทำให้เรานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่น เป็นความสำคัญที่สุดเท่านั้น การระลึกว่า คุณกำลังจะตายเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะหลุดพ้นจากความคิดที่กลัวการสูญเสียอะไรบางอย่าง ชีวิตคุณมีแต่ตัวนี่ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่เดินตามความฝันของตัวเอง

เมื่อปีที่แล้วผมไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง หมอทำสแกนผมราวเจ็ดโมงครึ่ง และเห็นชัดว่ามีก้อนเนื้อที่ตับอ่อน ผมเองไม่รู้แม้กระทั่งว่าตับอ่อนคืออะไร หมอบอกว่าเท่าที่ดูแล้วค่อนข้างชัดเจน ว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่มีทางรักษา และบอกว่าผมน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3-6 เดือน หมอแนะนำว่าให้กลับบ้าน และจัดการอะไรต่าง ๆ ให้เรียบร้อย พูดแบบชาวบ้านก็คือ หมอบอกให้ไปเตรียมตัวตายนั่นเอง มันหมายความว่าคุณต้องรีบคุยกับลูก ในสิ่งที่คุณคิดว่าจะคุยในอีกสิบปีข้างหน้า หมายความว่าต้องเตรียมสิ่งต่าง ๆ ไว้ให้ครอบครัวเมื่อคุณต้องจากไป และหมายความความว่าคุณต้องลาโลกนี้ไปแล้ว

ผมอยู่กับความรู้สึกว่าเป็นมะเร็งและต้องตายเร็ว ๆ นี้ทั้งวัน จนกระทั่งตอนเย็นหมอต้องตัดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์อีกครั้ง หมอใช้กล้องส่องภายในสอดผ่านลำคอ ผ่านกระเพาะ ลงลำไส้เล็ก และใช้เข็มเล็ก ๆ เจาะก้อนเนื้อเล็ก ๆ ในตับอ่อนออกมาตรวจ ตอนนั้นผมถูกวางยางสลบอยู่แต่ภรรยาผมบอกภายหลังว่า เมื่อหมอตรวจเนื้อเยื่อผ่านกล้องจุลทรรศน์อีกครั้งหนึ่งก็พบว่า ผมเป็นมะเร็งแบบที่พบได้น้อยมากคือ เป็นชนิดที่รักษาได้ด้วยการผ่าตัด และผมก็เข้ารับการผ่าตัดรักษาจนหายดีแล้วในตอนนี้ นี่ถือว่าเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดของผม และผมก็หวังว่ามันจะรักษาสถิติที่ใกล้ที่สุด ไปอีกหลายสิบปีข้างหน้าด้วย

การที่ผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ก็ทำให้ผมเล่าให้พวกคุณฟังได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดเชิงหลักการอย่างเดียว ไม่มีใครอยากตายหรอกครับ แม้แต่คนที่อยากไปสวรรค์ก็ไม่ต้องการตายเพื่อที่จะไปถึงที่นั่น แต่ทุกคนต้องตายครับ ไม่มีใครหลีกพ้นความตายได้ และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นเพราะผมถือว่า ความตายน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายทำให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง มันเป็นการกำจัดคนเก่าเพื่อเปิดทางให้คนใหม่ ตอนนี้คนใหม่คือพวกคุณทั้งหลาย และจะค่อย ๆ แก่ไปในที่สุดและจะถูกกำจัดไป ขอโทษที่ผมอาจจะพูดอะไรที่เป็นนิยายไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงนะครับ

ชีวิตของพวกคุณมีจำกัดครับ จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตอยู่บนชีวิตของคนอื่น อย่าตกอยู่ในหลุมพรางของความเชื่ออะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้เราดำรงชีวิตอยู่บนความคิดของคนอื่น อย่าให้ความคิดของคนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในใจของเรา สิ่งที่สำคัญนะครับ จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง ซึ่งตอนนี้อาจจะรู้แล้วว่าคุณต้องการเป็นอะไร อย่างอื่นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้น

ตอนผมหนุ่ม ๆ มีสิ่งพิมพ์ที่เรียกว่า The Whole Earth Catalog ซึ่งได้รับความนิยมมากในยุคนั้น คนที่ทำมันขึ้นมาชื่อ Stewart Brand ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหร่ คือที่ Menlo Park ใน The Whole Earth Catalog มีบทกวี ดี ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเยอะ ตอนนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนที่จะมีพีซี เพราะฉะนั้นนิตยสารนี้จึงทำขึ้นด้วยพิมพ์ดีดมือ กรรไกร และกล้องโพลารอยด์ มันก็คล้าย ๆ กับ Google ฉบับหนังสือนั่นแหละ คือเกิดก่อน Google 35 ปี มันเป็นอะไรที่อุดมคติ มีคำสอน ข้อคิดเตือนใจดี ๆ มากมาย

Stewart ออก Catalog หลายฉบับแต่ทุกอย่างก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด มาถึงฉบับสุดท้ายเมื่อราวกลาง ทศวรรษ 1970 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุเท่า ๆ กับพวกคุณนี่แหละ ในปกหลังของฉบับสุดท้ายนี่เป็นรูปถ่ายถนน ในชนบทยามเช้า เป็นภาพที่หลายคนคงเคยสัมผัส ถ้าเผื่อเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว ด้านล่างของภาพเขียนว่า “Stay Hungry, Stay Foolish.” มันเป็นเหมือนการกล่าวอำลาของพวกเขาด้วย “จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอจงเป็นคนที่โง่อยู่เสมอ” เป็นสิ่งที่ผมใช้เตือนตัวเองตลอดเวลา และในโอกาสที่พวกคุณจะจบการศึกษาออกไปเผชิญโลกกว้าง ผมขอให้พวกคุณจงเป็นคนที่ Stay Hungry และ Stay Foolish ..”

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับปาฐกถาที่ดูเหมือนจะยาว แต่กลับมีเรื่องราวเป็นข้อคิดอันเป็นประโยชน์มากมายเช่นนี้ ผมเชื่อว่าในช่วงชีวิตของแต่ละคน คงไม่มีใครจะเป็นผู้รู้ ฉลาด ได้ตลอดเวลา หรือไม่เคยเดินไปในทางที่ผิดพลาด ดังนั้นการเป็นคนที่กระหาย ใคร่รู้อยู่เสมอ หรือ การเป็นคนโง่เขลา ก็เหมือนกับทำให้เราพร้อมที่จะเรียนรู้จากสิ่งที่พลาดนั้น ทั้งนี้เมื่อชีวิตได้เปิดโอกาสให้เราได้เลือกทำตามที่ใจปรารถนา และเวลาของชีวิตก็ไม่แน่นอนอีก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอเพียงมุ่งมั่น ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ….รวมทั้ง อย่าท้อ หรือพอล้มแล้วต้องรีบลุก หากชีวิตต้องคลุกฝุ่นบ้าง อาจจะคุ้มกับการรอคอยนะครับ….


ด้วยจิตคารวะ

“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”

23 ความคิดเห็น to “จงรู้สึกกระหายและโง่เขลาอยู่เสมอ – Stay Hungry, Stay Foolish.”

  1. zephyr แสดงความคิดเห็น ว่า:

    สตีฟ จ็อปส์ สุดยอดจริงๆ เราชอบทั้งApple แล้วก็เป็นแฟนตัวยงของหนัง Pixar ทุกเรื่องเลย

    “Stay Hungry, Stay Foolish.” เป็นคำกล่าวที่คมมาก เหมือนคำกล่าวที่ว่า ให้ทำตัวเหมือนเป็นแก้วน้ำที่ไม่เต็มอยู่เสมอ อย่าคิดว่าตัวเองรู้แล้ว เก่งแล้ว เพราะถ้าคิดอย่างนั้นคือจบทันที เราก็พัฒนาไม่ได้อีกแล้ว ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่าง คนทุกคน แม้แต่เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ยังมีเรื่องเจ๋งๆ ให้เราได้เรียนรู้เลย… เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด…

  2. SpoonMan แสดงความคิดเห็น ว่า:

    เคยดูหนังประวัติการร่วมงานของสตีฟ จ๊อปและบิล เกต จำไม่ได้ล๊ะว่าหนังเรื่องอะไร เมื่อยังหนุ่ม ทั้งคู่มีความกระหายในความสำเร็จมากๆ ผมชอบตรงนี้แหละ

  3. Love (Mac) Apple แสดงความคิดเห็น ว่า:

    ผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชม Steve Jobs จากความสามารถและความทันสมัยของเค้าเช่นกันคับ กำลังคิดจะถอยอะไรก็ได้ทีมีคำว่า Mac มาทำงานด้านกราฟฟิคเหมือนกันคับ(ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล) ตอนนี้เก็บตังค์อยู่คับ (ได้ 200 แล้ว 555++)

  4. Sodoku แสดงความคิดเห็น ว่า:

    เป็นปรัชญาชีวิตที่จังเลย…เราก็เคยเอาไว้เตือนตัวเองด้วยนะ ประโยคที่ว่า…
    “ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต”
    ลองนึกดูดิ เราจะกล้าขึ้น จะทำอะไรที่อยากทำได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องรีรออะไรเลย..วิเศษหง่ะ
    ….แล้วก็ต่อไปนี้จะหิวและโง่ทุกวันเลย…ดีมั้ย!!!

  5. sabaidee แสดงความคิดเห็น ว่า:

    ชีวิตของพวกคุณมีจำกัดครับ จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตอยู่บนชีวิตของคนอื่น อย่าตกอยู่ในหลุมพรางของความเชื่ออะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้เราดำรงชีวิตอยู่บนความคิดของคนอื่น อย่าให้ความคิดของคนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในใจของเรา สิ่งที่สำคัญนะครับ จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง ซึ่งตอนนี้อาจจะรู้แล้วว่าคุณต้องการเป็นอะไร อย่างอื่นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้น…

    –> อ่านถึงตรงนี้ก็ทำให้ต้องหยุดคิด พร้อมๆ กับตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทุกวันนี้เราเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน เรากล้าตัดสินใจอะไรได้วยตัวเองหรือเปล่า เราเชื่อใครมากเกินไปไหม เราเสียเวลากับอะไรที่ไร้สาระขนาดไหน และอีกหลายๆ คำถามที่ก้องอยู่ในหัว … ท้ายที่สุดไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร คิดอะไร สุดท้ายก็ขอให้เราเป็นคนตัดสินใจมันด้วยตัวเอง

    ขอบคุณสำหรับข้อความ ข้อคิดดีๆ ค่ะ

  6. ^tHa แสดงความคิดเห็น ว่า:

    ขอบอกว่าประทับใจสตีฟ จ็อปส์ จริงๆ ค่ะ เป็นคนที่สู้ชีวิตและทำในส่งที่ตัวเองรักจนได้ดี เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมากมาย และเมื่ออ่านจบดิฉันรู้สึกว่าตัวเองมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อค่ะ อยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองรักเสียที หลังจากที่รักที่จะทำ แต่กลัวบางสิ่งบางอย่างทำให้ไม่กล้าที่จะทำ แต่เมื่อได้อ่าน blog นี้แล้วทำให้มีความคิดใหม่ๆ แปลกๆ ที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบซะงั้น … 555 ไม่แน่นะ ใครจะไปรู้ในอนาคตดิฉันอาจจะดังกว่า คุณสตีฟ จ็อปส์ ก็ได้ ฮุ ฮุ… “คนเราไม่ลองไม่รู้ ไม่ผิดพลาด ไม่ประสบความสำเร็จ ขอเพียงตั้งใจทำสิ่งที่รัก และไม่เบียดเบียนสังคมก็พอแล้ว”

  7. Big Mama แสดงความคิดเห็น ว่า:

    โห้!… เพิ่งได้มีโอกาสอ่านประวัติของ สตีฟ จ็อปส์ เป็นครั้งแรก รู้สึกว่าเขาคนที่ผู้มีวิสัยทัศน์จริงๆ ด้วยค่ะ อ่านไปก็ทึ่งไป แต่แอบคิดว่า ชีวิตเขาคล้ายๆ กับละครน้ำเน่าบ้านเราเลยนะคะ อิอิ… แต่ชอบประโยคนี้จัง …”การที่จะทำให้การทำงานที่ยิ่งใหญ่ให้ประสบความสำเร็จก็คือ การรักในสิ่งที่ทำ …ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จงค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งหยุด คุณจะรู้ได้ด้วยใจคุณเองเมื่อคุณค้นพบมัน และมันจะทำให้เราดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจงค้นหาต่อไป”… แต่สำหรับเราแค่ได้ทำงานในสิ่วที่ตัวเองชอบและให้ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ต้องถึงกับยิ่งใหญ่แค่นี้ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองจะแย่แล้ว

  8. baby_witch แสดงความคิดเห็น ว่า:

    เขาเป็นคนเก่ง และน่าทึ่งมากๆ เลยค่ะ อยากทำและคิดอย่างเขาได้จัง และชอบประโยคนี้ค่ะ “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวัน เหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน” ถ้าคิดอย่างประโยคนี้คงไม่มีคำว่าสาย และว่าเดี๋ยวก่อนจริงมั้ย

  9. Let' SeiZe tHe Day แสดงความคิดเห็น ว่า:

    ชอบคำนี้จัง “Stay Hungry, Stay Foolish.”
    เพราะในเส้นทางการดำเนินชีวิต
    ความหิว จะเป็นแรงผลักให้เรากระหาย ใคร่หาความรู้อยู่เสมอ
    และเพราะความโง่เขลา ก็จะกระตุ้นให้เราไม่ปิดกั้น พร้อมจะเปิดรับกับสิ่งใหม่ๆ ที่จะสอนให้รู้ถึงความเป็นไปในโลกใบนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น

  10. MoreThan..than U thinks. แสดงความคิดเห็น ว่า:

    ปรัชญาเท่ห์ ๆ เยอะเรยคับ entry นี้ เท่ห์แบบเอาไปใช้กับชีวิตธรรมดา ๆ ได้ดีทีเดียวคับ
    + เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้โดยการมองไปข้างหน้า เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อเรามองย้อนหลังไป
    + จุดต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้น อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในวันข้างหน้า
    + เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่าง
    + จงรักในสิ่งที่ทำ หรือถ้าเลือกได้ ให้ทำในสิ่งที่รัก
    + ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวัน เหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน
    + การระลึกว่า คุณกำลังจะตายเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะหลุดพ้นจากความคิดที่กลัวการสูญเสียอะไรบางอย่าง
    + แม้แต่คนที่อยากไปสวรรค์ก็ไม่ต้องการตายเพื่อที่จะไปถึงที่นั่น แต่ทุกคนต้องตายครับ
    + จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตอยู่บนชีวิตของคนอื่น –> อันนี้ผมให้ 3 ดาวเลยคับ
    + อย่าให้ความคิดของคนอื่นมากดความต้องการที่แท้จริงภายในใจของเรา
    + จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง –> อันนีผมให้ 5 ดาวเลย ผมเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุดคับ..55+

    และสุดท้าย…

    + จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอจงเป็นคนที่โง่อยู่เสมอ –> ผมว่า “ความหิว” มันทำให้เรากระหาย และกล้าที่จะขวนขวายเอามาให้ได้ และ “ความโง่” มันเป็นเป็นตัวเปิดทางให้เราผ่านอุปสรรคไปได้เหมือนกัน

    บางครั้งเราควรอยู่แบบโง่ ๆ คับ … แต่ไม่เบียดเบียนใคร

    ขอบคุณบทความดี ๆ คับ ผมได้ข้อคิดแบบปรัชญาเท่ห์ ๆ อีกเยอะเลย

  11. Jab Ba แสดงความคิดเห็น ว่า:

    โอ้ววว อ่านแล้วเพิ่งสำนึก (ฉึก ๆๆๆ)
    เจอ ‘ ไร นิดหน่อย ก็เอาแต่บ่นๆๆ ฟ่ะเรา
    หงิง หงิง อายยยยยย ค๊าบ

  12. rapecore แสดงความคิดเห็น ว่า:

    อ๊าก… ทำให้รู้สึกอยากดู Pirates of Silicon Valley ขึ้นมาทันที

  13. Tankung แสดงความคิดเห็น ว่า:

    “ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวัน เหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน”

    แจ่มเลยยยย ต้องเอาไปใช้ซะแล้ว

  14. The Kook แสดงความคิดเห็น ว่า:

    ชอบ ครับ
    “จงมีความกล้าหาญที่จะก้าวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง “

  15. yayee แสดงความคิดเห็น ว่า:

    “จงรู้สึกกระหายและโง่เขลาอยู่เสมอ – Stay Hungry, Stay Foolish.”

    นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราก้าวต่อไป และอยู่ได้ในสังคมชีวิต

  16. ขุนพลน้อย แสดงความคิดเห็น ว่า:

    เป็นบทความที่ดีคับ และสอนให้ทุกคนได้รู้ว่า เราควรมีความตั้งใจ และไม่ท้อต่ออุปสรรค
    อีกทั้งอย่ายึดติดกับรูปแบบของชีวิตมากนัก โดยเราต้องหารูปแบบ โดยไร้รูปแบบ

  17. ตาปลา แสดงความคิดเห็น ว่า:

    แม้เรื่องจะยาวอ่านแล้วตาลาย
    แต่ผมชอบที่ชื่อเรื่องคับ “จงรู้สึกกระหายและโง่เขลาอยู่เสมอ”

  18. •Or@nGe• แสดงความคิดเห็น ว่า:

    บางครั้ง. . .ความผิดพลาดก็เป็นสเหมือนบทเรียนบทหนึ่งที่มีค่า
    . . .เรียนรู้ความผิดพลาดนั้นแล้วกลับมาแก้ไขในสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไป

    ^________________^

  19. ann แสดงความคิดเห็น ว่า:

    อ่านแล้วรู้สึกดีมากเลย….ได้ความรู้และเป็นปรัชณาที่สามารถเอามาใช้กับตัวเองได้ดีมากๆๆๆ

  20. Veritus แสดงความคิดเห็น ว่า:

    จงอย่าหลอกลวงตนเอง ถ้าท่านใดคิดว่าตนเองเป็นคนฉลาดในโลกนี้ ก็จงยอมเป็นคนโง่ จึงจะเป็นคนฉลาดอย่างแท้จริง (1คร 3:18)

  21. BababobO แสดงความคิดเห็น ว่า:

    กร๊ากกกกกกก….ๆๆๆ เรื่องกระหายน่ะไม่เท่าไหร่คับ แต่เรื่องโง่เขลาน่ะดิ เยอะเลย โน่นก็ไม่รู้นี่ก็ไม่รู้ แต่อ่านแล้วก็ได้อะไรเยอะนะคับ…ปราบปลื้ม…จะติดตามผลงานต่อไปค๊าบบบบ

    with love from BababobO

  22. แก้วร้าว แสดงความคิดเห็น ว่า:

    เค้าเก่งจริงๆ

  23. crave3d.blogspot.com แสดงความคิดเห็น ว่า:

    สุดยอดครับคนๆนี้ เป็นผู้นำด้าน Silicon Art ตัวจริงครับ แต่อย่าลืม Steve Wozniak นะครับ เพื่อนสนิทของ jobs ที่ช่วยกันสร้าง apple ขึ้นมา

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันนะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น สำหรับผู้ใช้ Twitter คลิ๊กปุ่ม Sign-in

- กรุณาใส่ให้ครบทั้งสองช่องนะค่ะ -


กรอกรหัสตามภาพเพื่อส่ง ความคิดเห็นนะค่ะ

 
ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เว็บ2.0 | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ ค่ายพุทธบุตรสัญจร | ปรเมศวร์ มินศิริ เปิดตัว browser | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เบราเซอร์พันธุ์ไทย | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ พ.ร.บ.คอมฯ | ปรเมศวร์ มินศิริ กับ เว็บมาสเตอร์ แคมป์