ระเบิดพลังฝ่า “หลุมดำ” และ The Sum of all fears.
June 10th 2008
สวัสดีครับ จริงๆ แล้ววันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องเบาๆ ใกล้ตัว เพราะไม่อยากให้ Blog นี้มีเนื้อหาหนักเกินไป แต่จนแล้วจนรอด ความรู้สึกในใจมันเรียกร้องให้ต้องเขียนเรื่องใหญ่ๆ จนได้ อย่างไรผมก็จะพยายามเขียนไม่ให้ซีเรียสจนเกินไปนะครับ
แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้นั้นมีมานานแล้ว และได้รับการจุดประกายอย่างแรงอีกครั้ง จากการที่ได้อ่านหนังสือชื่อ ยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์ ระเบิดพลังฝ่า “หลุมดำ” โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี หรือที่เรารู้จักกันดีในฐานะที่ท่านเป็น “ราษฎรอาวุโส” ซึ่งในสังคมไทยนั้นนับถือบุคคลที่มีความเป็นอาวุโสในการดำรงตน เป็นผู้มีคุณประโยชน์ต่อประเทศ หนังสือเล่มนี้นำเสนอยุทธศาสตร์การสร้างพลังแห่งชาติ ที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้เล่มที่ผมซื้อมานั้นเป็นฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2550 เป็นพ็อคเก็ตบุ๊ค หนาเพียง 96 หน้า รับรองว่าอ่านได้สบายๆ ครับ

เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ทำให้คิดถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งขึ้นมาทันที นั่นคือ “The sum of all fears” เป็นภาพยนตร์ที่สร้างในปี พ.ศ. 2545 จากบทประพันธ์ของนักเขียนชื่อดัง Tom Clancy ผู้มีชื่อเสียงจากการเขียนเรื่องแนวการทหาร การข่าวและสายลับระดับโลก ซึ่งบทประพันธ์หลายเล่มจะเป็นเรื่องราวของนักวิเคราะห์ ชื่อด็อกเตอร์ แจ็ค ไรอัน ซึ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาให้เราดูกันแล้วหลายต่อหลายเรื่อง ส่วนเรื่องที่นำแสดงโดยดารายอดนิยม แฮริสัน ฟอร์ด คือ เรื่อง “Clear and Present Danger” และ “Patriot Games” นั้นเน้นชีวิตของแจ็ค ไรอัน ในช่วงชีวิตหลังๆ แล้วครับ


*** SPOILER Warning คำเตือน สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมจะพยายามเล่าเรื่องราวให้น้อยที่สุด เพื่อที่ท่านจะไม่เสียอรรถรสในการชมมากนัก หากท่านจะได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในโอกาสต่อไปครับ ***
“The sum of all fears” เล่าย้อนไปในช่วงเข้าสู่วงการของแจ็ค สมัยหนุ่มๆ แจ็คมีตำแหน่งเป็นนักวิเคราะห์ประจำ CIA ตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และอ่านสถานการณ์ความตึงเครียด ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ แจ็คได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ในฐานะคนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่จะหยุดยั้งสงครามโลกที่อาจเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดของทั้งสองฝ่าย โดยพยายามส่งสารไปยังประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ในการตัดสินใจสั่งยิงขีปนาวุธเพื่อเปิดฉากสงคราม ในขณะที่ฝ่ายประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันและการยุยงของเสนาบดีรอบกาย ส่วนอีกฝ่าย คือ ประธานาธิบดีคนใหม่ของรัสเซีย ที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเปิดฉากสงครามครั้งยิ่งใหญ่ ก็กำลังถูกท้าทายอำนาจด้วยเช่นกัน
หนังเรื่องนี้ไม่ได้ลุ้นกัน ที่ฉากสู้รบฆ่าฟันกันอย่างรุนแรงหรอกครับ แต่ถ้าหากคุณเป็นคนทำงานแล้ว คุณจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ในฐานะที่เราเป็นคนทำงานชั้นผู้น้อย เราไม่ได้มีอำนาจวาสนาและพื้นที่ที่จะส่งเสียงออกไปได้ จะทำอย่างไรให้ “ผู้ใหญ่” โดยเฉพาะ “ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ” ฟังเรา เชื่อเรา และที่หนักกว่านั้นคือ คำแนะนำของเราจะไปถึง “ผู้ตัดสินใจคนสำคัญสูงสุดของบ้านเมือง” ได้อย่างไร???
แจ็ค ไรอัน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าจะต้องทำอย่างไร การตกกระไดพลอยโจนเป็นอย่างไร ต้องล้มลุกคลุกคลาน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เอาชนะความเหนื่อยหน่ายและท้อแท้อย่างไร เพื่อเก็บข้อมูล และนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์หาทางออกและหาคำแนะนำที่ถูกต้อง รวมทั้งจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ได้ไปถึง ผู้ตัดสินใจ (Decision Maker) ในเวลาที่เหมาะสม เพราะหากช่วงเวลาที่ช้าไปเพียง 5 นาที แต่ข้อมูลสำคัญนั้นไม่สามารถไปถึงได้ ก็อาจหมายถึง ความหายนะของมวลมนุษยชาติ ความหายนะของประเทศ ย้อนมาถึงตนเอง และครอบครัวของทุกคนด้วย
ในสถานการณ์นั้น ถ้าเป็นเราก็คงเครียดและสับสนน่าดู เพราะต่างฝ่ายต่างก็ ฮึ่ม…แฮ่… บอลแพ้ คนไม่แพ้ (ว้อย…) ใส่กันเต็มที่ ดูๆ ไปก็เหมือนสถานการณ์ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ในตอนนี้เลยนะครับ ดูเหมือนเป็นฉากรบฉากหนึ่งในสงครามการเมืองครั้งใหญ่ ของสองขั้วอำนาจ ที่รอวันจะระเบิดออกมา ตัวผมเองก็รู้สึกไม่ต่างจากนายแจ็ค ไรอัน สักเท่าไร เพียงแต่ความหวังของผมน้อยกว่าในหนังมากๆ และในใจจริงนั้น ผมก็ไม่ต้องการให้สงครามครั้งนี้รุนแรงจนถึงขั้นแตกหัก ซึ่งจะนำไปสู่บทเรียนครั้งสำคัญของสังคมไทยเลยครับ
ทางออกของคนไทยนั้นผมคงไม่จำเป็นต้องเล่ามาก เพราะคุณสามารถรู้ได้ด้วยการอ่านหนังสือ ยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์ ระเบิดพลังฝ่า “หลุมดำ” ซึ่งคุณหมอประเวศ ก็เคยบรรยายไว้หลายต่อหลายที่ ลองพิจารณา วิเคราะห์ข้อเสนอของท่านดีกว่าครับ ว่าในเมื่อเราเป็นคนไทย จะทำตัวเป็นไก่ที่กำลังจะถูกนำไปเชือดอยู่แล้ว แล้วมาจิกตีกันเอง หรือจะรวมพลังบินออกจากเข่ง ช่วยกันพุ่งสุดแรงให้หลุดออกจากโครงสร้างมรณะ ที่เกิดจากการหมักหมมของปัญหา และหลุมดำที่มีพลังดูดกลืนทุกความพยายามใดๆ ในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ปัญหาครั้งนี้ไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานรัฐใดๆ จะช่วยได้ทั้งนั้น เรา…คงต้องเริ่มกันเองก่อนนะครับ
เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงภาพยนตร์…สันติภาพในเรื่องนี้นั้นเกิดขึ้นจากฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่ทำงานร้อยเรียงกัน เชื่อมต่อข้อมูลเข้าหากัน วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้อง “กลัว” ว่าเขาจะรับฟังหรือไม่ เขาจะเชื่อเราหรือไม่ แต่ขอให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ผมเชื่อว่าจะมี “มือที่มองไม่เห็น” ของจริงแบบที่คุณสตีฟ จ็อปส์ CEO – Apple Inc. เคยกล่าวปาถกฐาไว้ ขอให้เราทำส่วนของเราอย่างเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด และอย่าลืม “Keep the back channel open” หรือการเปิดหลังบ้านของแต่ละฝ่ายที่ไว้ใจได้ คุยกันไว้ตลอดเวลา แลกเปลี่ยนข้อมูลเท่าที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องหลังก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ และทำอะไรสำคัญลงไป แต่จงกลั่นกรองโดยใช้ “หลักกาลามสูตร” จากนั้น ขอให้ตั้งความหวังว่า ผู้นำของสังคมไทยจะสามารถหลุดพ้นจาก “ความกลัวทั้งหลายทั้งปวง -The sum of all fears” และตัดสินใจอย่างฉลาดในการเลือกยุทธวิธี “Mutual Standdown” นั่นก็คือ หยุดการใช้กำลังอย่างผู้ใหญ่ที่เจริญแล้วทางความคิด ลดทิฐิและหาทางเจรจาอย่างสันติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยต่อไป
เรายังมีความหวังนะครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราต้องช่วยกันประคองเทียนเล่มนี้ไปด้วยกัน อย่าปล่อยให้เปลวเทียนแห่งความหวังดับลงไปเด็ดขาด
ด้วยจิตคารวะ
“นายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ”



June 10th, 2008 at 6:51 pm
ได้อ่านบล็อกนี้แล้วทำให้รู้สึกว่า “ความดี” ที่ทุกๆ คนพร่ำบอกว่า อยากเป็น…จะเป็น…ต้องเป็น…มันไม่ได้เป็นกันง่ายเลย แต่เชื่อว่าในจิตใจของทุกคนยังคงมีพื้นที่เล็กๆ ให้ความดีอยู่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะนำมันมาใช้เมื่อไหร่และเท่าไหร่ ^_^
June 10th, 2008 at 7:03 pm
อ่าน blog แล้วทำให้อยากดูหนังเรื่อง The sum of all fears ซะงั้น ว่ามันเหมือนกับสถานการณ์ในบ้านเราตอนนี้จิงอ่ะป่าว เดี๋ยวไปหามาดูดีกว่า อิอิ…
June 10th, 2008 at 7:06 pm
ขอบคุณเว็บมาสเตอร์กระปุกมากนะคะ ที่เขียนบทความนี้ขึ้นมาในขณะที่บ้านเมืองเรากำลังขาดความสามัคคีเช่นนี้ค่ะ ความจริงแล้วอยากแนะนำให้หลายๆ คนมาอ่านจังค่ะ โดยเฉพาะม็อบพันธมิตร และม็อบค้านพันธมิตรทั้งหลายที่มีความเห็นแตกต่างกันกันอย่างสิ้นเชิงในเวลานี้ ^-^
“คุณหมอประเวศ” ชื่อที่ดิฉันให้ความเคารพนับถือมาตลอด … จำได้ว่าสมัยเรียนรู้สึกดีใจมากที่ครั้งหนึ่งจะได้นั่งฟังอาการบรรยาย และเป็นวิทยากรสอนพิเศษ ท่านเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ความรู้เยอะ ไม่หวงวิชาค่ะ เป็นบุคคลที่มีเกียรติมากๆ ค่ะ ^-^ และเมื่อไม่นานดิฉันก็เห็นข่าวท่านมาเสนอแนะแนวทางแก้ไขวิกฤติการเมือง มาแล้ว เช่น เสนอคนกลางขี้นมาไกล่เกลี่ยทั้งฝ่ายพันธมิตร และฝ่ายต้านพันธมิตร หรือแม้กระทั่งเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา ความจริงแล้วดิฉันว่าความคิดท่านก็น่าสนใจไม่น้อยค่ะ หากว่ามันจะทำให้ปัญหาหลายๆ อย่างจบลง
และเมื่อมาอ่านบทความของคุณเว็บมาสเตอร์นี้แล้ว ข้อเสนอแนะของคุณหมอประเวศยิ่งเพิ่มความน่าสนใจมากทีเดียวค่ะ อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองเรานำไปพิจารณาจัง ^-^ แม้จะเป็นเสียงส่วนน้อยแต่เสียงนี้มีค่ายิ่ง โดยเฉพาะในยามบ้านเมืองเราวุ่นวายเช่นนี้ค่ะ
ขอบคุณเว็บมาสเตอร์จริงๆ ที่ทำให้ดิฉันมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นค่ะ …
^tHa
June 10th, 2008 at 7:16 pm
เชื่อในหลักกาลามสูตรค่ะ ข้อมูลข่าวสารตอนนี้ต้องผ่านการกรองหลายๆๆๆๆชั้น ด่วนสรุป+เชื่อโดยทันทีนี่ถือว่าอันตรายมากในสังคมปัจจุบัน เหอๆ
June 10th, 2008 at 9:35 pm
จริงๆแล้วเป็นคนไม่ชอบแนวๆ สงครามเท่าไหร่ เพราะบางเรื่องดูแล้วรู้สึกว่ามันรุนแรงไปรึป่าว ถึงเกิดขึ้นจริงๆอย่างนั้นกับตัวเราจะเป็นยังไง น่ากลัวเหมือนกันนะ แต่มาคิดอีกแง่หนึ่งก็ทำให้เรารู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับการเสียสละ การรักชาติ สรุปก็คือ อยากให้ทุกคนรัก และสามัคคีกัน อาจมีบ้างที่ความเห็นไม่ตรงกัน เอาส่วนดีของแต่ละฝ่ายมาปรับใช้ นี่แหละ สงครามความขัดแย้งก็จะไม่เกิด เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนเราทุกคน
June 11th, 2008 at 9:15 am
ต้องดู The Hunt for Red October อีกเรื่องนึง จะได้ครบเซ็ท Jack Ryan บนแผ่นฟิลม์ *0*
June 11th, 2008 at 10:08 am
เลิกทะเลาะ เลิกฟาดฟันกันซะที ถ้าจะดีนะเมืองไทย
June 11th, 2008 at 10:38 am
สวัสดีคับ webmaster สำหรับหนังเรื่อง the Sum of All Fears เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมเลือกไว้เป็น choice ในร้านเช่าหนังมากที่สุด แต่ก็ได้แต่หยิบและวางมันลงไปที่เดิมคับ เพราะผมคิดว่า ทุกวันนี้ เราจะดูหนังบ้าระห่ำ ฆ่าฟัน (คือคิดว่าหนังเรื่องนี้ต้องเป็นแนวนั้นแน่ๆ) กันไปทำไมให้ใจมันเครียดๆๆๆๆ กันเล่า…. ส่วนใหญ่ หนังที่ผมจะเลือกดู จะเป็นแนวที่ ให้ตายก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงบนโลก surrealism หรือ จะ เป็นแนวตลก โปกฮา คอมเมดี้ ไปเลย…อาจเป็นเพราะผมก็มี “some fears” เหมือนกัน…ผมยอมรับว่า “ผมเบื่อเหลือเกินกับสถานะการณ์บ้านเมืองของเรา” มันเฝือสุดๆ เราคนไทยทุกวันนี้เหมือนปิดตาคลำทางโดยไม่รู้ว่าจุดหมายมันอยู่ตรงไหน แต่ผมคงไม่อ้อนวอนขอร้องให้ผู้บริหารประเทศมาช่วยหรอกคับ ยังไงเค้าก็ช่วยไม่ได้หรอก ประเทศเราไม่มีอัศวินม้าขาว………….แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเชื่อว่า ตราบใดที่เรายังมีจุดยืน (ที่ไม่ได้อยู่แค่ที่ส้นเท้า) ว่า ประเทศเราต้องผ่านวิกฤติเหล่านี้ไปได้ ความหวังพวกนี้ มันคงไม่ริบหรี่เกินไปมั้งคับ
June 11th, 2008 at 11:12 am
พอดีเคยดูหนังเรื่อง The sum of all fears มาแล้วก็เลยพอเข้าใจอยู่ เห็นภาพเลยเพราะเราตัวเล็กกว่านายเบน (พระเอก) หลายเท่า เว็บมาสเตอร์นำเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มมาเล่าพอหอมปากหอมคอน่าติดตามดี เปรียบเทียบให้คนนึกภาพตามออกว่าถ้ามีคำว่า “พลาด” ขึ้นมาแค่คำเดียวอะไรจะเกิดขึ้น ภาพประกอบนี่เจ๋งไปเลยมีหลายภาพ กับตัวหนังสือเน้นข้อควาเหมาะกับคนที่ไม่อยากอ่านเรื่องยาว แต่อยากได้เรื่องขำขำมาอ่านแก้เครียดบ้างคับกับช่วงสถานการณ์แบบนี้ ที่มีทั้ง การประท้วง น้ำมันแพง ข้าวสารขึ้น โอ๊ยสารพัด…
June 11th, 2008 at 11:20 am
บางที่คำว่า “สันติภาพ” คงไม่เหมากับคนบางประเภทมั้ง พวกที่ชอบสร้างกระแสเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่พวกของตัวเอง!!! โดยที่ไม่ดูว่า คนอื่นที่เค้าต้องลำบาคเพราะการกระทำนั้นก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ คิดได้แต่ว่าตัวเองนั้นลำบาก…
เฮ้อ…..อยากเห็น “ความสงบสุข” เกิดขึ้นในบ้านเราจริงๆ
June 11th, 2008 at 11:52 am
อยากให้บ้านเมืองสงบสุข เหมือนครั้งที่ผ่านมา..จังค่ะ
หยุดพฤติกรรมการแกร่งแย่งประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน..
June 11th, 2008 at 1:14 pm
ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังแนวสงครามเท่าไหร่ …แต่ทุกครั้งที่ดูมันจะสอนให้เรารู้จักรักชาติ..
ยิ่งตอนนี้เราควรต้องช่วยกัน..สามัคคี…และรักกันมากขึ้นกว่าเดิม…เราจะได้ผ่านวิกฤติไปได้ โดยที่ไม่ต้องมีพระเอก หรือผู้ร้ายตายตอนจบ…แต่จบแบบ Happy Ending
June 11th, 2008 at 2:22 pm
อิอิ
June 11th, 2008 at 2:38 pm
อยากกลับไปอยู่สมัยตอนเรายังเป็นเด็กจัง บ้านเมืองสงบสุขน่าอยู่มากกว่านี้เยอะเลย ไม่ต้องมาคอยทะเลาะกัน แก่งแย่งอำนาจกัน หาประโยชน์ให้กับตัวเองมากเกินไปที่จะคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม ยิ่งคิดก้อยิ่งเศร้า
อิจจาประเทศไทย
June 11th, 2008 at 3:41 pm
เหมือนกิ่งไม้ที่มีเพียงก้านเดียว ยอมหักทิ้งง่ายดาย แม้กิ่งไม้หากมัดไว้รวมกัน ยอมหักทิ้งไม่ได้
เกี่ยวมะ 555+
June 11th, 2008 at 3:47 pm
ปัญหาโลกแตกเลย!! ชั่วโมงนี้ได้แต่ พยายามเข้าใจ และทำใจ
เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆคนนึง ไม่มีเสียงพอที่จะไปบอกใครได้
ถึงเสียงเราไปถึงเค้าก็ไม่ยอมเสียผลประโยขน์ส่วนตัวกันหรอก
การแก้ปัญหาที่ได้ผล มันคงมีแต่ในนิยาย(ในหนัง) ละมั้งคับ
June 12th, 2008 at 11:24 am
มองข้ามความกลัว ลดทิฐิ ใจเย็น แล้วลองพูดคุยกัน ผมว่าน่าจะมีหนทางแก้ไข ผมคิดว่าคนที่เดินทางสายกลางนั้นมีเยอะ และไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่อยากยุ่งยาก แต่ถ้ามองลึกๆ หากพวกเราไม่ทำอะไรซะเลย ท้ายที่สุด เมื่อปัญหามาถึงตัวเรา เราอาจจะแก้ไขมันลำบากกว่าเดิมก็ได้ครับ
June 13th, 2008 at 12:00 pm
ข้อมูลดีๆ ความคิดดีๆ ของพวกเราก็ว่อนอยู่ในเน็ทนี่แหล่ะ
คงได้อ่านกันเอง กระตุ้นเตือนกันเองอย่างนี้แหล่ะ
ไปไม่ถึงผู้นำของเราหรอก
หรือหากถึงมือ พณ. ท่านจะอ่าน จะฟังไม๊ล่ะนั่น
เสียเวลา จ่ายตลาดหมด
June 13th, 2008 at 5:47 pm
รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย
อยู่แผ่นดินเดียวกัน ไม่รักกัน แล้วจะไปรักใครคร้าบบบบบบบบบบ
June 20th, 2008 at 11:41 am
เราเหนื่อยมากพอแล้วนะคับ เมื่อไหร่ที่เวลามันผ่านไป ลองมองกลับมาดูสิคับ ว่าสิ่งที่ทำไปมันได้อะไรขึ้นมามั่ง?…..ตื่นเถอะ……พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว
with love from BababobO